[แปลเพลง] Friday night: natori

มืดแปดด้าน, เวลาหยุดลง
ตรงนี้ที่ไหน เรื่องนั้นก็ไม่เข้าใจด้วยเหมือนกัน

หลีกหนีไปในค่ำคืนแสนธรรมดา
เจอเข้ากับทางตัน สุดท้ายแล้วก็วนเวียนกลับไปในฝันนั้นเหมือนเดิม

ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ ยังไงก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปอยู่ดี
จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่สำคัญแล้ว
ถ้าเบื่อก็แค่โยนมันออกไป

ไม่ได้ต้องการเพลงรักถูกๆ
มันน่าเบื่อจะตายไป
อยากจะลืมๆมันไปในวันพรุ่งนี้
แล้วมาปลดปล่อยความรักที่คลุมเครือในคืนนี้
ตามใจเธอทั้งหมดเลย
นั่นน่ะ ดีแล้วล่ะ

ทั้งๆที่มันควรจะพอดีไม่ขาดไม่เกินแท้ๆ
บางทีก็ไม่พอ บางทีก็เกินพอ
เพราะงั้นลืมๆมันกันเถอะ

หลงรักอย่างโง่เง่าเสียแล้ว
ลาก่อนนะ Friday night
สิ่งที่ไม่สำคัญอันนั้น
ไม่ว่าเมื่อไร่ก็ยังคงยึดติดอยู่เสมอ
นั่นมันอะไรกัน? รีบๆเทเข้าสิ
บรั่นดีในแก้วน่ะ
สิ่งที่ไม่สำคัญอันนั้น
ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังคงอยู่ตรงนี้เสมอ

ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ
ฉันนี่อย่างกับคนบ้าเลย
จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่สำคัญแล้ว
ถ้าเบื่อก็แค่โยนมันออกไป

หรือเพลงรักถูกๆนั่นจะไม่พอ?
ต้องการมากกว่านี้ไหม?
ทำให้ฉันพูดย้ำอีกครั้งสิ
คืนนี้แค่รักคลุมเครือก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่เหรอ?
ตามใจเธอทั้งหมดเลย
นั่นน่ะ ดีแล้วล่ะ

ทั้งๆ ที่มันควรจะพอดีไม่ขาดไม่เกินแท้ๆ
บางทีก็ไม่พอ บางทีก็เกินพอ
เพราะงั้นลืมๆมันกันเถอะ

หลงรักอย่างโง่เง่าเสียแล้ว
ลาก่อนนะ Friday night
สิ่งที่ไม่สำคัญอันนั้น
ไม่ว่าเมื่อไร่ก็ยังคงยึดติดอยู่เสมอ
นั่นมันอะไรกัน? รีบๆเทเข้าสิ
บรั่นดีในแก้วน่ะ
สิ่งที่ไม่สำคัญอันนั้น
ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังคงอยู่ตรงนี้เสมอ

เป็นเรื่องราวที่โง่เง่า จมดิ่งลงไปในฝัน
เรื่องที่อยากจะพูดก็คงประมาณนี้
ถึงจะยังไม่รู้ว่าสิ่งไหนจริงแท้กันแน่
ตะเกียกตะกายเหมือนกำลังจมลงไป
เป็นเรื่องเล่าแบบนั้นแหละ
ยังไงพวกเราก็ต้องพังลงอยู่แล้ว
งั้นลืมมันไปเสียเถอะ

.

หลงรักอย่างโง่เง่าเสียแล้ว
ลาก่อนนะ Friday night

[แปลเพลง] Hakujitsu : king gnu

ในบางครั้ง เราเผลอทำร้ายใครสักคนไป
สร้างบาดแผลแม้จะไม่ได้ตั้งใจ
แล้วเพิ่งจะมารับรู้บาปกรรมของตน
ในตอนที่สูญเสียเขาไป

ช่วงเวลาเก่าๆ จะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว
ถึงจะเห็นว่ามันเปล่งประกายสักเท่าไหร่ก็ตาม
มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปวันพรุ่งนี้
แม้ว่าจะมีหิมะโปรยปรายลงมา

ตัวผมในตอนนี้จะทำอะไรได้บ้างเหรอ? จะเปลี่ยนไปได้ไหมนะ?
ถ้าเกิดว่ามีชีวิตอยู่เพื่อใครบางคนแล้วล่ะก็
คงพูดเรื่องความถูกต้องอะไรไม่ได้สินะ
ถ้าเกิดว่าเราเจอกันอีกครั้งสักแห่งในเมือง
จะยังจำชื่อของผมได้อยู่หรือเปล่านะ?

ในตอนนั้น ลมฤดูใบไม้ผลิจะต้องพัดมาแน่นอน

ถ้าได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง มาใช้ชีวิตเริ่มต้นตั้งแต่หนึ่งกันเถอะ
ยังคงเดินต่อไป ยึดมั่นในช่วงเวลาที่ทอดยาวนี้ไม่ยอมปล่อยมือ
หิมะที่ปกคลุมทุกคำบอกลาให้กลายเป็นสีขาวโพลน
ช่วยโอบอุ้มทุกอย่างเอาไว้หน่อยนะ
เพียงแค่วันนี้เท่านั้น ช่วยปกปิดทุกอย่างเอาไว้ที

ช่วงเวลาเก่าๆ จะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว
ถึงมันจะน่าอิจฉาซักเท่าไหร่ก็ตาม
มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปวันพรุ่งนี้
แม้ว่าจะมีหิมะโปรยปรายลงมา

หัวเราะเหมือนอย่างทุกที
คิดว่าพวกเราจะเข้าใจกันอย่างดี
แต่ดันมองข้ามสัญญาณไป
แล้วเห็นความผิดพลาดที่น่าหัวร่อเสียแทน

ท่ามกลางฤดูที่ผันเปลี่ยน ถ้าเจอกันอีกครั้งหนึ่ง
จะเรียกชื่อเธอออกไปดีไหมนะ?
ในตอนนั้น ลมฤดูใบไม้ผลิจะต้องพัดมาแน่นอน

ถ้าได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง มาใช้ชีวิตเริ่มต้นตั้งแต่หนึ่งกันเถอะ
เอาตัวรอดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
ใช้ชีวิตทิ้งไปวันๆ อย่างไร้ความหมาย
หิมะที่ปกคลุมทุกคำบอกลาให้กลายเป็นสีขาวโพลน
เพียงแค่ตอนนี้เท่านั้น ช่วยแช่แข็งหัวใจดวงนี้
ช่วยทำให้ลืมทุกอย่างไปด้วยเถอะ

สงสัยว่าถ้าเกิดลืมตาตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้
จะกลายเป็นใครสักคนที่ไหนไหมนะ?
หรือจะไม่สามารถเปลี่ยนได้เลยนะ?
ช่วยฟังเสียงผมที

ในแต่ละวันที่ยุ่งเหยิงของผมมีก็แต่อายุที่เพิ่มขึ้น
สิ่งที่กำลังรออยู่อีกฝากฝั่งหนึ่งนั่นสวรรค์หรือนรกกันแน่?

ไม่ว่าเมื่อไหร่มนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ด้านชา
ไม่สามารถเข้าถึงหัวใจที่อยู่ข้างในได้หรอก
แต่อย่างนั้นก็ยังคงมีชีวิตต่อไปด้วยความรัก
แม้รู้ทั้งรู้ว่าถูกกำหนดโดยโชคชะตาให้ก้าวเดิน

มันคือชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสียใจ
ผิดพลาดสักครั้งหรือสองครั้งก็ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว
แต่ใครๆก็พลาดกันทั้งนั้น ใช่ไหมล่ะ?

ผมเอียนเต็มทนแล้ว

ถ้าได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง มาใช้ชีวิตเริ่มต้นตั้งแต่หนึ่งกันเถอะ
ยังคงเดินต่อไป ยึดมั่นในช่วงเวลาที่ทอดยาวนี้ไม่ยอมปล่อยมือ
หิมะที่ปกคลุมทุกคำบอกลาให้กลายเป็นสีขาวโพลน
ช่วยโอบอุ้มทุกอย่างเอาไว้หน่อยนะ
เพียงแค่วันนี้เท่านั้น ช่วยปกปิดทุกอย่างเอาไว้ที

[แปลเพลง] Fight song : eve

.

ยืนอยู่บนกระดาน ความเจ็บปวดแล่นผ่านราวกับขวากหนามแทงผ่าน
รูปร่างที่แท้จริงของความโกรธเกรี้ยวถูกสับสนกับความฝันในสภาพจิตใจตอนนี้

ไม่ว่าเมื่อไหร่ Hayday ก็ยังคงหมุนต่อไป
ถ้าทำตามแล้วก็คงบอกได้ว่า mayday
ถึงจะโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้ในหัวดูเหมือนจะมีแต่รัตตัตตา

ถ้าเรื่องไร้สาระของเธอมันคือคำพูดที่ขโมยวิวจอมปลอมนี่ไป
รูปลักษณ์ของความแค้นเหมือนจะตีรวนอยู่ในอก, ตะกั่วนี่ก็ด้วย

ใช้ชีวิตต่อไปโดยต้องมีที่พึ่งพิง
ก็เลยดื่มตามอยากแล้วอาศัยความเมา
ถ้าเกิดว่าปลอมตัว คงมีสักที่ให้อยู่และทำตัวเป็นประโยชน์.

ถ้างั้น
มาฝันเฟื่องกันในค่ำคืนที่ยังดำเนินไปต่อกันเถอะ

.สำหรับผมแล้วน่ะนะ
พังทลายไปสู่อนาคต
มุ่งหน้าหาความตายที่เราวิงวอน
ปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำ
แล้วใจเย็นลงในวินาทีนั้น

เด็กหนุ่มที่แลกเปลี่ยนพันธะสัญญา
วันนี้วนเวียนกลับไปเหมือนตอนนั้น
แต่ขออย่าซ้ำรอยเดิมเลย

ส่งเสียงตะโกนกู่ร้องออกมา
ค่อยๆก้าวไปอย่างไม่รีบร้อน
สามัญสำนึกอะไรนั่นช่างหัวมันเถอะ
เรียนรู้โลกใบนี้ด้วยตัวเธอเองสิ
ความคิดแบบนี้มันล้นทะลักออกมาแล้ว เอาล่ะ
เดินมาทางนี้ พร้อมส่งเสียงเชียร์และปรบมือซะสิ

รูปลักษณ์ที่แท้จริงของการกลับมาเกิดใหม่ คำพูดที่จมอยู่ในเบื้องลึกของความสิ้นหวัง
ความเจ็บปวดและรวดร้าว ผมอยากกลับแล้ว
แต่คืนนี้ก็พูดออกมาไม่ได้ว่าไม่มีที่ไหนให้ไป

ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ทำตัวโง่เง่า
โล่งใจที่ตื่นขึ้นจากฝันทรุดโทรม

ตรงนี้ผมตายแน่
มุกตลกฝืดๆจริงๆมันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่
รูปลักษณ์ที่แท้จริงของความรัก ชวนสบสนจนทรมาน

Showtime ที่ดีที่สุดคือตอนที่ไม่มีอะไรจะให้เสียแล้ว
ยกมือคารวะให้กับคำชมที่โครตเฮงซวย
ไต่เต้าปืนป่ายขึ้นมาจนสูงส่ง
แต่ก็แค่อยากได้ชีวิตที่ธรรมดาก็แค่นั้นเอง

มาจ้องมองเธอด้วยดวงตาที่ขึ้นสนิมคู่นี้กันเถอะ

.

มาฝันเฟื่องกันในค่ำคืนที่ยังดำเนินไปต่อกันเถอะ

สำหรับผมแล้วน่ะนะ
พังทลายไปสู่อนาคต
มุ่งหน้าหาความตายที่เราวิงวอน
ปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำ
แล้วใจเย็นลงในวินาทีนั้น

เด็กหนุ่มที่แลกเปลี่ยนพันธะสัญญา
วันนี้วนเวียนกลับไปเหมือนตอนนั้น
แต่ขออย่าซ้ำรอยเดิมเลย

ส่งเสียงตะโกนกู่ร้องออกมา
ค่อยๆก้าวไปอย่างไม่รีบร้อน
สามัญสำนึกอะไรนั่นช่างหัวมันเถอะ
เรียนรู้โลกใบนี้ด้วยตัวเธอเองสิ
ความคิดแบบนี้มันล้นทะลักออกมาแล้ว เอาล่ะ
เดินมาทางนี้ พร้อมส่งเสียงเชียร์และปรบมือซะสิ

tsubakilennel

ทั้งๆที่เราไม่ได้เป็นอะไรกันแท้ๆ

ทั้งๆที่

ไม่ควรจะรักเธอเลยแท้ๆ

——————

“เป็นหมาเลยนะ” ดาไซยืนอยู่หน้าประตูห้องเอ่ยทัก ขณะที่สึบากิเงยหน้าจากกองเอกสารมามองเขาด้วยดวงตาแข็งกร้าวอย่างนึกรำคาญ

ปีศาจมาเยือนถึงที่

“มีธุระอะไรล่ะคุณผู้บริหาร?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงจิกกัก พลางหยิบเอกสารแผ่นใหม่มาทำแล้วไม่ได้สนใจเขาอีก รู้ดีว่าสภาพของตนเองของดูไม่จืดสิ้นดี ผมยาวของเธอตอนนี้ยุ่งฟู และถูกรวบไว้ลวกๆไม่ให้เกะกะอย่างไม่ใส่ใจนัก ดวงตาลึกโหล ถุงใต้ตาดำคล้ำ เสื้อสูทภายนอกถูกถอดพาดไว้ระเกะระกะตรงโซฟา ข้างๆกันมีเน็กไทด์สีดำวางคู่กันไป ในขณะที่เสื้อเชิ้ตบนตัวหล่อนถูกปลดกระดุมสองเม็ดบน แขนเสื้อเองก็ถูกพับขึ้นมาจนถึงข้อศอก หมดสภาพจากเวลาปกติโดยสิ้นเชิง ไม่แปลกใจที่ดาไซจะทัก

“ก็แค่จะมาดูคนอกหัก” เขาว่า “แล้วก็มีของขวัญมาให้”

คำว่าของขวัญทำให้หล่อนเงยหน้าขึ้นมามอง หรี่ตาลงอย่างไม่ไว้วางใจ

“ของขวัญ?” เธอทวนคำเสียงสูง ยอมวางกระดาษในมือลงจนได้ ยิ่งพอเห็นรอยยิ้มของปีศาจตรงหน้าแล้วก็ยิ่งไม่ไว้ใจ แต่ทว่าสิ่งที่เขาเดินเข้ามายื่นให้นั่งเป็นเพียงแค่ซองเอกสารสีน้ำตาลธรรมดา เธอจึงยอมรับมาเปิดอ่านโดยไม่ได้เถียงอะไรอีก

กระดาษแผ่นแรกเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอไม่รู้จัก รวมไปถึงแผ่นที่สอง สาม และสี่ กลุ่มคนเหล่านั้นไม่มีอะไรร่วมกันและไม่มีอะไรน่าสนใจ สึบากิพลิกหน้าถัดไปจนถึงรูปภาพ นั่นทำให้เธอชะงัก

ภาพของเลนเนลที่เดินคู่กับคนพวกนั้น

ภาพของเลนเนลที่เห็นรอยมือที่คออย่างชัดเจน –รอยแดงที่แก้ม– ปากแตก

ไม่อยากคิดเลยว่าใต้ร่มผ้านั่นจะเต็มไปด้วยรอยแผลขนาดไหน

“….นายไปหาจากไหน?….”

“นั่นไม่น่าจะใช่คำถามตอนนี้นะ?”

“เขาอยู่ที่ไหน”

เธอรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มโดยที่ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง

“ที่อยู่เดิมของเขานั่นแหละ เธอคงไม่ต้องให้ฉันบอกหรอกใช่ไหม?”

ตอนที่เลนเนลกลับบ้านมา เขาสะดุ้งเมื่อเปิดประตูแล้วเห็นสึบากิกำลังนั่งอยู่บนโซฟา หล่อนตวัดสายตามามองอย่างคมกริบราวกับใบมีด เขาไม่จำเป็นต้องอ่านบรรยากาศรอบตัวก็รู้เลยว่าเธอกำลังอารมณ์เสียแบบที่ฆ่าคนได้

“ยินดีต้อนรับกลับค่ะ” เธอยิ้ม แต่ยิ่งทำให้น่ากลัวเข้าไปใหญ่ “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย คุณเลนเนลว่าไหมคะ?”

“ฉันไม่มีอะไรต้องคุยกับแก”

“แต่ฉันมี”

เลนเนลชะงักไปเมื่อน้ำเสียงเธอเย็นเชียบขึ้นมา แต่เขายังคงทำใจกล้าเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายที่ห้องนั่งเล่น

“งั้นแกมีธุระอะไรก็รีบๆพูดมาแล้วไสหัวออกไปซะ”

เธอชี้ไปที่หน้าและลำคอของเขาที่เต็มไปด้วยรอยแผล

“ถ้าคุณเลนเนลดันหาคู่นอนใหม่ได้ห่วยแตกขนาดนั้น” น้ำเสียงไม่พอใจทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งจนจวนจะขาดอากาศหายใจ “งั้นฉันจะเป็นคู่นอนให้กับคุณเลนเนลเองค่ะ”

“ไม่ต้องสะเออะมายุ่งกับชีวิตฉัน!” เลนเนลคำรามทันควัน โกรธแค้นจนตัวสั่น

ในความสัมพันธ์ที่พังลงนั่นสึบากิเองที่ทิ้งเขาไว้ แล้วคิดจะโผล่หน้ากลับมาง่ายๆราวกับว่าเห็นเขาเป็นของตาย

รัก—

ไม่ควรที่จะรัก—

เขากัดฟัน แล้วตะคอกไปอีกอย่างหยุดปากตัวเองเอาไว้ไม่ได้

“ฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน!”

“ฉันจะหาคู่นอนห่วยๆแค่ไหนมันก็เรื่องของฉัน!”

“คุณเลนเน–“

“แกไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง!!”

“คุณเลนเนล!”

สึบากิบีบข้อมือเขาอย่างรุนแรง แล้วกระชากตัวเข้าไปไกล้เมื่อสุดความอดทน ตะคอกเรียกชื่อเขาเสียงดังกลบเสียงโวยวาย ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นจ้องมองกดดันด้วยความหงุดหงิดไม่แพ้กัน แต่เลนเนลกลับชะงักไปท่ามกลางความเงียบที่โรยตัวลงมา ภาพเก่าๆย้อนกลับขึ้นสมองแล้ววิ่งวนอยู่ซ้ำๆอย่างน่าหวาดกลัว

เลนเนล!!’

มันเป็นเพราะเธอเป็นเด็กไม่ดีเองนั่นแหละ!’

อีกฝ่ายกระชากแขนเขาอย่างรุนแรง ดึงเอาขว้างตัวเขาลงจนกระแทกกับพื้นกระเบื้อง

มันเป็นเพราะเธอนั่นแหละ!’

เงาของเขาพาดทับ เงื้อมือขึ้น เลนเนลรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดและรสฝาดเฝื่อนในปากอย่างชัดเจน

“ขอโทษนะ”

ดวงตาสีแดงของเขาหม่นลงแล้วไร้แววไป

“ขอโทษนะ ขอโทษ— ขอโทษนะ— ฉันผิดเอง ขอโทษนะ—“

“คุณเลนเนล” น้ำเสียงของเธออ่อนลงในขณะที่หล่อนยื่นหน้าเข้าไปไกล้ มองเห็นน้ำตาค่อยๆไหลลงอาบแก้มในขณะที่ตัวสั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดกลัว ในขณะที่เขาพูดย้ำๆซ้ำๆร้องให้อย่างน่าสงสารนั่นทำให้เธอโยนความโกรธทิ้งออกไปหมด

“คุณเลนเนล” เธอเรียกเขาย้ำอีกครั้ง ก่อนจะจูบลงซับน้ำตาอย่างเชื่องช้า

“ขอโทษนะคะ”

“อย่าทำร้ายฉันเลยนะ— ฉันขอโทษ– ฉันขอโทษ”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคุณเลนเนลนะคะ”

“–นายอย่าทำร้ายฉันอีกนะ— ฉันรักนายจริงๆนะ– อย่า–อย่าทำร้ายฉันเลย”

เธอนิ่งไปฉับพลัน เริ่มจับใจความอะไรได้

“คุณเลนเนล” น้ำเสียงราวกับกำลังจะวิงวอน ในขณะที่ประคองหน้าเขาขึ้นมาให้สบตากัน “เขาทำอะไรคุณเลนเนลคะ”

อีกฝ่ายส่ายหน้าไม่ตอบ เธอจึงไล่จูบเขาลงจากริมฝีปากนั่น ปลายนิ้วเกี่ยวผ้าพันแผลที่ลำคอออก แล้วจูบตามแผลอย่างตั้งใจว่าจะให้รอยของเธอชะล้างพวกมันออกไป

“เขาทำร้ายคุณ ตรงไหนคะ” เธอถามย้ำ

“ไม่— อย่าทำร้ายฉันเลย”

“มองฉันสิ” เธอว่า “ฉันเป็นใครคะ?”

เลนเนลนิ่งไป ชั่ววูบนึ่งราวกับมีแสงที่ดวงตาขึ้นมา

“สึบากิ?..”

หล่อนยิ้มราวกับกำลังจะชมเชยที่เขาตอบได้ถูกต้อง แต่ดวงตาสีน้ำตาลกลับหม่นลงเมื่อเห็นเขายังคงเม้มปากเข้าหันกันแน่น ตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ในมือ

คำถามเดียวที่อยู่ตอนนี้ในหัวของเธอคือ ใคร

ใครที่กล้าทำร้ายเลนเนล

เธอจะส่งลงนรกไปพร้อมกับคนกลุ่มนั้นในเอกสารที่ดาไซให้มานั่นแหละ

“ฉันขอโทษ—“

“ไม่จำเป็นต้องขอโทษเลยค่ะ” สึบากิขัดประโยคนั้นกลางคัน “คุณเลนเนลจะโกรธ จะเกลียดฉันก็ได้ แต่อย่าโทษตัวเองเลยนะคะ”

เป็นครั้งแรกที่เลนเนลตอบสนองโดยการเงยหน้าขึ้นมามอง แล้วเริ่มหลุดออกจากฝันร้ายที่หลอกหลอนเมื่อสัมผัสได้ว่าเป็นหล่อนที่อยู่ตรงหน้า

“เพราะงั้น อย่าขอโทษเลยนะคะ”
 

“สึบากิ”

ทั้งๆที่เราไม่ได้เป็นอะไรกัน

ทำไมเธอถึงกลับมา ทำไมเธอถึงใจดีด้วย

ทั้งๆที่ไม่ควรรักเธอแท้ๆ

แต่ก็รัก

“งั้นก็กอดฉันทีได้ไหม?”

AU siren tsubakilennel

หากเกิดว่าเจ้า โศกา โศกเศร้า

พบหนึ่งดวงวิญญาณ์      ร่ำไห้

หากเป็นเช่นนั้นจงมา     เถิดท่าน

เป็นหนึ่งเสียงเคียงไข้     หนึ่งไว้ ปลอบโยน

สึบากิชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงเพลงที่ลอยมาตามลม

ท่ามกลางคลื่นทะเลที่ทำให้เรือโคลงอย่างบ้าคลั่ง หล่อนเกือบคิดว่าตัวเองฝันกลางวันเสียด้วยซ้ำไป เธอค่อยๆเดินไปตามเสียนั้นโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ สองขาพาก้าวผ่านโซนต่างๆของเรือที่ไม่คุ้นตาจนไปหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่แกะสลักตรงโถงกลาง

ความใคร่รู้นั่นฆ่าแมวได้ และสึบากิรู้ดีว่าเธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต่อกรกับปัญหาได้เลยถ้าหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบนเรือ แต่เสียงหวานๆดึงดูดเธอเอาไว้ สองแขนผลักบานประตูเข้าไปโดยที่สมองโล่งไปชั่วขณะ

ไฟจากด้านนอกเล็ดลอดช่องประตูมาพาดผ่าน กระทบกับแท็งค์น้ำขนาดใหญ่และอะไรบางอย่างที่ขยับเขยื้อนอยู่ภายในนั้น เกล็ดปลาส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว และสิ่งถัดมาที่สึบากิได้เห็นคือดวงตาสีแดงจัดที่ส่งประกายราวกับอัญมณี ซึ่งตรึงหล่อนเอาไว้กับที่ได้ราวกับเวทมนต์

ไซเรน– สึบากิไม่เคยเห็นตัวจริงหรอก แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นไซเรน

“ไสหัวออกไป” เขาพูดอย่างเกรี้ยวกราจ “อย่างพวกแกน่ะ ไสหัวออกไปให้หมด!”

หล่อนกระพริบตาปริบๆ เอียงคอ แล้วก็คิดขึ้นได้ว่าทำไมกัปตันถึงได้มั่นใจนักว่าพวกเขาจะจับไซเรนกลับมาได้ –กัปตันมีไซเรนอยู่บนเรือ เสียงของพวกไซเรนจะดึงดูดด้วยกันเอง กัปตันคงจะคิดใช้เสียงเพลงของไซเรนเป็นเหยื่อล่อเข้ามา

“คุณเป็นคนร้องเพลงเมื่อครู่นี่?” เธอว่า ไม่เหมือนเป็นคำถามขณะที่เดินเข้าไปไกล้ แล้วร้องเพลงตามที่จำได้ “คุณบอกให้ฉันมาไม่ใช่เหรอ?”

หากเกิดว่าเจ้า              โศกา โศกเศร้า

พบหนึ่งดวงวิญญาณ์      ร่ำไห้

เธอวางมือลงบนกระจก ไซเรนตนนั้นก้มลงมองด้วยสายตาไม่เข้าใจนัก

หากเป็นเช่นนั้นจงมา     เถิดท่าน

เป็นหนึ่งเสียงเคียงไข้     หนึ่งไว้ ปลอบโยน

“แกดูไม่เหมือนคนร้องให้เลยด้วยซ้ำ!” เขาส่งเสียงขึ้นจมูก

“แล้วหยุดร้องเถอะ เธอร้องเพี้ยนไปหมดแล้ว!”

สึบากิหัวเราะ เป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้หัวเราะออกมา แต่ถึงอย่างนั้นรอยยิ้มก็ส่งไปไม่ถึงดวงตา และเลนเนลสังเกตเห็นมัน รวมไปถึงรอยแผลเป็นบนผิวตามมือและแขนที่โผล่พ้นเสื้อออกมา

“ก็ฉันไม่ใช่ไซเรนนี่”

“ถ้าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ก็เอาอาหารมาให้ยังดีซะกว่า” ฝ่ายไซเรนบนอุบอิบแล้วกอดอก พอเห็นว่าเธอแค่กวนประสาทเขาเท่านั้นก็ยอมทรุดตัวลงนั่งกอดหางอยู่ด้านล่างตู้ ไม่ได้หวาดระแวงเหมือนก่อนหน้าเมื่อรู้ว่าเธอไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าพูดคุยให้รำคาญเพียงแค่นั้น

“ครั้งนี้ฉันไม่ได้เตรียมมาด้วย” เธอแบมือให้เห็น

“ไว้ครั้งหน้าฉันจะแอบขโมยมาให้นะคะ”

น้ำเสียงทำให้เขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

คะ?

“เธอ……เป็น–” สึบากิยกนิ้วขึ้นมาแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบที่เขาจะได้พูดออกไป

“นั่นเป็นความลับระหว่างเรานะ ถือว่าแลกกับอาหารก็แล้วกัน”

ฝ่ายไซเรนเลยไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่หรี่ตาลงมอง เขารู้มากพอว่าพวกมนุษย์นั้นนับถือเทพแห่งท้องทะเล ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะทำให้เทพโกรธเกรี้ยวอย่างโง่เง่าโดยการพาผู้หญิงออกเรือมาด้วย แต่ถึงอย่างนั้น

หล่อนเผยรอยยิ้มออกมา

“ฉันต้องไปแล้ว” เธอว่า “แล้วจะเอาอาหารมาให้นะ”

เขาถอนหายใจออกมา ไม่ได้พูดตอบแต่เพียงแค่มองตามแผ่นหลังนั่นอย่างเงียบเชียบเพียงเท่านั้น

หล่อนไม่ได้ปิดไฟให้ ซึ่งอันที่จริงเลนเนลกลับรู้สึกขอบคุณเสียด้วยซ้ำ อย่างน้อยห้องนี่ก็ไม่มืดหม่นเหมือนเดิมแล้ว

พอเขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าแล้วจึงเริ่มร้องเพลงขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ลดเสียงลงจนแทบเหมือนกับกระซิบกับตัวเอง

หากเกิดว่าเจ้า             โศกา โศกเศร้า

ไซร้ไม่เอ่ยวาจา            ร่ำไห้

ใยมีไม่น้ำตา               ทนสิ่ง ทุกข์ใด

จงเอ่ยกล่าวเอื้อน         เพื่อข้า ได้ฟัง

เที่ยงวันถัดมาสึบากิที่จริงๆก่อนหน้านี้อยู่เวรดึกก็ขุดตัวเองขึ้นมาจากเตียงจนได้ เพื่อนร่วมห้องสะลึมสะลือขึ้นมามองเธอด้วยความงุนงง ในขณะที่เธอหายไปเปลี่ยนชุดแล้วตรงไปยังห้องครัวอย่างคล่องแคล่วว่องไว

เธอเคยอยู่ในสลัมมาก่อน การมือไวขโมยของเล็กๆน้อยนั่นง่ายมากและแทบจะเป็นทักษะติดตัวไปแล้ว เธอเพียงแค่เดินผ่านเลยไปและของก็หายโดยที่ไม่มีใครทันรู้ตัว พวกแม่ครัวได้แต่ยืนมองหน้ากันอย่างงุนงง ในขณะที่สึบากิหนีออกมาจนถึงหน้าประตูบานใหญ่นั่นเรียบร้อยแล้ว

เธอผลักประตูเข้าไป แสงที่เล็ดลอดออกมาทำให้เลนเนลขยับตัว สึบากิเปิดไฟแล้วก็ก้าวเข้าไปใกล้แท็งค์ ปืนขั้นบันใดจนเจอบานประตูเล็กๆที่ถูกปิดลงกลอนจากด้านบน พอเปิดออกก็พบกับผืนน้ำ และคุณไซเรนที่เงยหน้ามองขึ้นมาจากด้านใน

“หวังว่าคุณจะชอบปลานี่นะ” เธอยื่นลงให้ เขายื่นมือขึ้นมารับ เลนเนลไม่คิดว่าหล่อนจะขโมยอาหารมาให้จริงๆ

“แกนี่มัน…”

เสียงหัวเราะของหล่อนดังก้องกังวาน ก่อนที่หล่อนจะหันหน้ากลับมา เลนเนลเพิ่งสังเกตเห็นดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นไร้แววของวิญญาณในตอนที่หล่อนทาบมือลงกับกระจกอีกฝั่ง ราวกับพวกเขาจะประสานมือกันได้

“ซักวัน –ซักวันฉันจะช่วยคุณออกไปเองนะ”

“อย่าสัญญาอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้สิวะ”

หล่อนหัวเราะอีก และทำให้เลนเนลพ่นลมอย่างอ่อนใจ

“แกเป็นมนุษย์ที่แปลกที่สุดที่ฉันเคยเจอ”

“ทำไมล่ะคะ?”

“ไม่มีใครอยากจะช่วยไซเรนกันหรอก ไม่มีทางเลย นอกเสียจากจะโดนมนต์สะกดของไซเรน”

เพราะราคาค่าตัวขายในตลาดมืดได้สูงมาก แค่จับไซเรนได้สักตัวจะเรียกว่ามีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตเลยก็ยังได้ แม้กระทั่งเลือดก็ยังได้ราคาดี บางคนก็เอาเกล็ดไปทำเป็นเครื่องราง ไม่มีมนุษย์คนไหนจะอยากช่วยปลดปล่อยไซเรนไปเสียหรอก

แต่ถึงอย่างนั้นเธอตรงหน้ากลับมองมาด้วยสายตาแน่วแน่ว่าไม่ได้พูดเล่นไป

“แต่ฉันจะช่วยคุณ” เธอย้ำ ไม่ได้พูดออกไปว่าทำไม

เพราะเธอรู้ดีว่าการถูกกักขังนั้นมันทรมาน การที่ไม่มีอิสระภาพแม้กระทั่งจะฝันเฟื่องนั่นมันเจียนตาย เด็กในสลัมอย่างเธอรู้ดี เธอดิ้นรนจนมาอยู่บนเรือนี่เพื่อหลีกหนีลูกกรงที่เป็นเกาะเล็กๆบ้านเกิดของเธอเอง

เลนเนลเพียงแค่มองเธอ แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก จนกระทั่งสึบากิลุกขึ้นยืน

“หมดเวลาของฉันแล้ว” เธอพูด ทำท่าจะเดินไปปิดไฟ แต่เลนเนลส่งเสียงร้องห้ามเสียก่อน

“เปิดไว้อย่างนั้นแหละ”

เธอทำตามอย่างว่าง่าย โน้มหัวให้บอกลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินลับหายไปหลังบานประตู

ครั้งที่สามที่เธอมาเยี่ยม เลนเนลนับเอาว่าเป็นวันที่สามหลังจากที่พบกันเพราะเดาเอาว่าเธอมาพบเขาวันละครั้ง

พอชีวิตประจำวันมีแต่นอนเล่นไปมาในตู้ปลาขนาดใหญ่เขาจึงกลับกลายเป็นว่ารอคอยช่วยเวลาที่เธอจะมาโดยที่ไม่ทันได้รู้ตัวเสียแล้ว

“วันนี้เป็นปลาเทราส์” เธอว่า “ช่วงนี้เราจับปลาเทราส์ได้เสียส่วนใหญ่”

พอเธอกำลังจะหย่อนปลาลงมาจากประตูบ้านบนก็ชะงักไปเมื่อเห็นรอยแดงพาดทับไปตามแขนขาว เหมือนไม้เรียว

“..ใคร…” สายตาของหล่อนจับจ้องอย่างโกรธเกรี้ยว “ใครทำคุณอย่างนั้น”

“กัปตัน? ไม่รู้สิ ผู้ชายคนหนึ่งมักจะเข้ามาแล้วบังคับให้ฉันบอกทิศบ้าง หรือร้องเพลงบ้าง”

สึบากิเม้มปากเข้าหากันแน่น

“อย่าบอกนะว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนน้ำในแท็งค์นี่ แต่ระบายน้ำออกเพื่อให้คุณหายใจไม่ออกต่างหาก?”

เลนเนลกระพริบตาประหลาดใจที่หล่อนสังเกตเห็น แต่ก็พยักหน้าลง

“ถึงอย่างนั้นฉันไม่ตายหรอก เขาจะไม่ฆ่าฉันจนกว่าจะจับไซเรนตนอื่นได้”

นั่นเป็นความจริงที่โหดร้าย

เพราะสึบากิรู้ดีว่ามันไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ถูกทรมานจนกว่าจะถึงวันนั้น

ครั้งถัดมาที่มาหา สึบากิได้เห็นภาพนั้นเข้าอย่างจัง

เลนเนลนอนอยู่บนพื้นกลางตู้ปลาที่แห้งผาก เขากุมลำคอและหน้าอกอย่างทรมานเมื่อไม่สามารถหายใจได้ เธอกระโจนเข้าไปด้านหลัง หมุนก็อกน้ำให้เขาอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ฝ่ายไซเรนพอเริ่มรู้สึกถึงน้ำก็พยายามขยับ สึบากิเห็นอย่างนั้นก็ปีนลงไปจนประตูเล็กด้านบน หย่อนตัวลงไปช่วยขยับตัวเขาเข้าหาน้ำที่กำลังไหลจากด้านข้างตู้อย่างระมัดระวัง

“แก..” เลนเนลเพิ่งได้สติและเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเธอเป็นอย่างแรก

ในขณะที่ระดับน้ำค่อยๆสูงขึ้น เธอสวมกอดเขาไว้จนกระทั่งร่างของพวกเขาถูกจมลงไปในน้ำจนมิด

“เห้ย ออกไปได้แล้ว” เลนเนลไล่เมื่อเห็นเธอกั้นหายใจอยู่ใต้น้ำ แต่หล่อนสายหน้า สองมือประคองใบหน้าของเขาใกล้ๆแล้วก็ยิ้มหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เป็นอะไรแล้ว จนเลนเนลชะงักไป

หากเกิดว่าเจ้า          โศกา โศกเศร้า

จงร่ำให้เถิดหนา        ร่ำร้อง

ให้เจ้าส่งเสียงว่า        ทนสิ่ง ทุกข์ใด

ข้าไคร่อยู่ข้างค้อง      ไม่ทิ้ง ฤาหาย

“ทำไมแกหายไปตอนพักเที่ยง?” กะลาสีคนหนึ่งถาม เมื่อเห็นหล่อนเก็บถาดอาหารอย่างรวดเร็วแล้วทำท่าจะลุกขึ้นไปอีก แต่สึบากิเพียงแค่ยิ้มกลบเกลื่อน แล้วเดินหายไปเสียอย่างนั้น

“อะไรของมันวะ” กะลาสีอีกคนเดินมาพูด แล้วมองอย่างไม่ไว้วางใจ

“เธอเองสินะที่มาที่นี่บ่อยๆ” สึบากิชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงพูดจากหลังบานประตู เธอหันหลังไปมองและพบกับรองกัปตันยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เป็นลางร้าย

“โดนมนต์ของไซเรนเข้าซะแล้วหรือ แต่ก็เป็นกะลาสีใหม่นี่นะ”

 เธอได้ยินเสียงตึงตังและเห็นเลนเนลพยายามจะเคาะกระจกจากหางตา ตะโกนออกมา “เธอไม่เกี่ยวนะ”

แต่สึบากิกลับเอียงคออย่างท้าทาย ถ้ามาถึงขั้นนี้ เธอไม่มีอะไรให้เสียแล้ว

“ไม่หรอก ฉันยังไม่ได้โดนมนต์” รองกัปตันมองด้วยความไม่เชื่อ จนหล่อนเปิดแขนเสื้อให้ดูแต่เขาก็ยังคงไม่พอใจ

“ถอดเสื้อสิ”

หล่อนชะงักไปฉับพลัน

แต่ทว่ามีคนเดินเข้ามาเพิ่ม และเธอรู้ดีว่ายังไงก็คงโดนบังคับอยู่ดีถึงได้ค่อยๆปลดกระดุม ปล่อยเสื้อให้ไหลลงจากไหล่ลาด เผยให้เห็นผ้าพันหน้าอกและเอวคอดอย่างหญิงสาวจนทั้งห้องเงียบไป

รองกัปตันโกรธเกรี้ยวจนหน้าแดง

“แก!! แก!!!”

แต่สึบากิไวกว่า เธอพุ่งเข้าไปหาเขาคว้าปืนพกทีเหน็บข้างเอวแล้วหันไปยิงตู้ปลาจนแตก แรงดันน้ำทำให้เลนเนลพุ่งออกมากองบนพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว สภาพที่เปลี่ยนไปฉับพลันทำให้เขาสำลัก ในขณะที่เห็นคนมาใหม่ยกปืนขึ้นจ่อไปทางสึบากิที่มีสีหน้าราวกับบ้าคลั่งไป

“หนีไป!”

เธอพูด แล้วเหนี่ยวไก ในขณะที่เลนเนลพยายามยันตัวขึ้นมา เสียงปืนดังลั่นในโสตประสาท สิ่งถัดมาที่เขารับรู้คือเธอล้มลงกับเลือดที่สาดกระเซ็น

กองเลือดค่อยๆไหลย้อยไปตามพื้น สัมผัสเข้าที่มือเขา เป็นครั้งแรกที่เลนเนลร้องไห้ออกมา คริสตัลร่วงหล่นจากดวงตาเขาแทนน้ำตา

เลนเนลไม่ได้ยินเสียงตัวเองด้วยซ้ำในขณะที่เขาค่อยๆโอบกอดร่างของเธอเอาไว้แล้วร้องเพลง

หากเกิดว่าข้า           โศกา โศกเศร้า

หากร่่ำให้ถวิลหา       เช่นเจ้า

แล้วไซร้จึ่งเบือนหน้า   หายห่าง ใยเล่า

ข้าไคร่ข้างเคียงเศร้า    แต่เจ้า กลับไม่

เขากอดร่างไร้วิญญาณนั่นแล้วกรีดร้อง คลื่นทะเลบ้าคลั่งจนเรือโคลงราวกับกำลังตอบรับคำอธิษฐาน เลนเนลคว้าร่างเธอเอาไว้แน่น ก่อนที่พวกเขาจะถูกซัดลงทะเลที่กลืนกินไปพวกเขาไปพร้อมกัน

เลือดของเธอละลายให้มหาสมุทรแถวนั้นกลายเป็นสีแดงฉาน ในขณะที่เลนเนลสวมกอดเอาไว้ ร้องเพลงราวกับว่ามันจะช่วยปลุกให้หล่อนฝื้นขึ้นมาจากความตายได้ แต่เปล่าเลย

เสียงเพลงนั้นสะท้อนอยู่ใต้ทะเลอ้างว้าง ที่มีเพียงเขากับซากศพเพียงเท่านั้น

หาก เกิดว่าข้า       โศกา โศกเศร้า

เจ้า เล่าร่ำน้ำตา     หรือบ้าง

ตาย จากหนึ่งอ้าง   ว้างหน่าย 

ไป ไล่หนีหายหน้า   ทอดทิ้ง เดียวดาย 

ข้า วิงวอนร่ำร้อง          ภาวนา แก่เจ้า

อยู่  หนึ่งเคียงข้าง         ไม่สิ้น

เช่น คำหวานแอบอ้าง    กล่าวว่า  

ไร ไม่เป็นอย่างลิ้น         ปดโป้ หลอกลวง

[แปลเพลง] Time left : zuttomayo

ได้รสเค็มเมื่อลองชิมการพบกันครั้งแรกของเรา
ตอนนี้สิ้นหวังอยู่ค่ะ เหตุผลโดยทั่วๆไปแล้วคือไม่มีเงินเลยสักแดง
ยินดีต้อนรับ ร่างกายที่หวังจะใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ
เสียงร้องในท้องยังคงดังกึกก้อง

นักเรียนดีเด่นเต้นรำพร้อมแสร้งทำหน้าเมินเฉย
เป็นข้อเสียแหละค่ะ เข้าไปยุ่งเพราะอยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
สิ่งที่มอบให้ไป ทำไมไม่แสดงความต่ำทรามนั้นออกมา
หรือเพราะเข้าใจที่เคยบอกว่าจะไม่เปลี่ยนไป?

ผู้เล่นเห็นแก่ตัวที่แสนซับซ้อนทำตามสัญชาติญาณ
ถ้าอยากแพ้ก็ลองใช้ทีมนี้ดูสิ
ไอ้ความปากเสียที่ไม่มีอะไรดีเลยนี่มันอะไรกัน?
คติคือยิ่งกว่า? ทั้งที่ยากเกินคาดไปแล้วน่ะนะ

เขมือบทุกอย่างแล้วส่งเสียงกรีดร้องจนเริ่มหนวกหู
วันคืนที่ไม่อาจแพ้พ่ายนี่เอ๋ย
กลายเป็นธาตุอาหารแล้วมาแปดเปื้อนกันอีกเถอะ
ไม่รู้จะอยู่ต่อไปยังไง ไม่อาจก้าวเดินต่อไป

แล้วน้ำตาก็ไหลแบบไม่ทันรู้ตัว*
ฉันดีใจที่ยังคงส่งเสียงร้องอันแหบพร่าออกมาได้

อยากลองดูจังเลยนะ รู้สึกอุ่นขึ้นมาเลย
ยามเย็นที่ไร้ทางออก มันก็รู้สึกดีเหมือนกัน
อยากจะลองฝันเฟื่อง ได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายดูบ้าง
เป็นฝ่ายบุกก่อนแล้วชนะ มันโครตรู้สึกดีเลย

กลับบ้านไปก็รดน้ำต้นไม้ กิจวัตรประจำวันแบบมนุษย์
ความจริงแล้ว ต่อให้มีวาสนาแค่ไหนความเหงาก็จะเป็นเพื่อนคุณอยู่ดี
พยามยามจะหลับแข่งกับเสียงในหู สัญญาณชีพที่ดังจนกว่าจะได้ระบายออก*
ถึงเวลาต้องเป็นมิตรกันแล้ว

ผู้เล่นเห็นแก่ตัวที่แสนซับซ้อนทำตามสัญชาติญาณ
ถ้าอยากแพ้ก็ลองฉลองต่ออีกรอบสิ
ขอบคุณมากๆสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมนะ
ทำให้ไม่สามารถละสายตาได้เลยล่ะ

เขมือบทุกอย่างแล้วส่งเสียงกรีดร้องจนเริ่มหนวกหู
วันคืนที่ไม่อาจแพ้พ่ายนี่เอ๋ย
กลายเป็นธาตุอาหารแล้วมาแปดเปื้อนกันอีกเถอะ
ไม่รู้จะอยู่ต่อไปยังไง ไม่อาจก้าวเดินต่อไป
แล้วน้ำตาก็ไหลแบบไม่ทันรู้ตัว*

ฉันดีใจที่ยังคงส่งเสียงร้องอันแหบพร่าออกมาได้
อยากลองดูจังเลยนะ รู้สึกอุ่นขึ้นมาเลย
ยามเย็นที่ไร้ทางออก มันก็รู้สึกดีเหมือนกัน
อยากจะลองฝันเฟื่อง ได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายดูบ้าง
เป็นฝ่ายบุกก่อนแล้วชนะ มันโครตรู้สึกดีเลย

ก็แค่อยากอยู่อย่างเงียบงัน
ไม่ได้มีความคิดที่จะอยากจะสร้างปัญหากับใครต่อใคร
แต่ถ้าไม่สู้ ก็ไม่มีทางที่จะปกป้องเอาไว้ได้
เป็นเรื่องพื้นฐานแบบนั้นเลยล่ะ

เขมือบทุกอย่างแล้วส่งเสียงกรีดร้องจนเริ่มหนวกหู
วันคืนที่ไม่อาจแพ้พ่ายนี่เอ๋ย
กลายเป็นธาตุอาหารแล้วมาแปดเปื้อนกันอีกเถอะ
ไม่รู้จะอยู่ต่อไปยังไง ไม่อาจก้าวเดินต่อไป
แล้วน้ำตาก็ไหลแบบไม่ทันรู้ตัว*

ฉันดีใจที่ยังคงส่งเสียงร้องอันแหบพร่าออกมาได้
เล่นเป่ายิ่งชุบกับสิ่งที่อยากพูดมันก็ช่วยอยู่นะ
อย่างแรกเลย เตรียมตัวเพื่อให้ความรู้สึกมันพุ่งทะยานออกไป
แล้วก็อาเจียนไม่ได้เพราะว่าทุกอย่างจบเร็วเกินไป

แล้วน้ำตาก็ไหลแบบไม่ทันรู้ตัว
ฉันดีใจที่ยังคงส่งเสียงร้องทั้งที่สมองสลายไปแล้วได้

มันทั้งตื้นเขินและน่าระคายเคือง
ฉันอยากที่จะหัวเราะให้กับสิ่งไร้สาระ
อาหารที่ได้รับมามันไม่พอจะเติมเต็มความว่างเปล่านี้
ความโกรธแค้นมันเหนื่อยนะ แต่ห้ามมองข้ามเชียว
รอยแผลนั่นเป็นแซสชั่นที่จะทำให้กลับมาหายดีเป็นปลิดทิ้ง
รู้สึกดีจัง


T/N : แล้วน้ำตาก็ไหลแบบไม่ทันรู้ตัว จริงๆต้นฉบับหมายถึง อยู่ๆต่อมน้ำตาก็ผลิตน้ำตาออกมาเป็นปฎิกิริยาของร่างกายต่อเรื่องที่เกิดขึ้น (ประมาณว่าไม่ทันได้รู้สึกตัวเลย แต่ร่างกายก็ตอบสนองด้วยการร้องให้ไปซะแล้ว) แต่เลือกใช้ประโยคนี้แทนค่ะ เพราะสั้นกว่า แหะ…

สัญญาณชีพที่ดังจนกว่าจะได้ระบายออก จริงๆท่อนนี้คิดว่าหมายถึงเสียงหัวใจเต้นในหูมันดังมากๆจนนอนไม่หลับ เป็นเสียงหัวใจที่จะดังจนกว่าจะระบายเลือดออกไปหมดตัว หรือก็เสียงเสียงหัวใจมันดังหนวกหูจนต้องเจาะเลือดออกจนหมดตัว(ตาย) ถึงจะหายนั่นเองค่ะ

แปลแบบอิงอังกฤษผสมญี่ปุ่นมาช่วย ผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยด้วยนะคะ แต่สุดชีวิตแล้วจริงๆค่ะ //ไหล..

[fanfic doctor who] ClaraS

สิบสองหลับตาลง
และเขาก็เห็นภาพนั้นซ้ำๆ

เธออยู่ในอ้อมแขนเขา ซึ้งไร้ประโยชน์สิ้นดี การเป็นไทม์ลอร์ดไม่ได้แปลว่าชุบชีวิตใครได้ สิบสองหวังให้เขาทำได้ แต่ถึงอย่างไร เขารู้ดีว่าความตายจะมาหาหล่อนในท้ายที่สุดอยู่ดี
หล่อนบอกเขาว่าชื่อคลาร่า สิบสองสาบานว่าจะจำฝังใจ

หล่อนอยู่ในอ้อมเเขนเขา สิบสองชุบชีวิตใครไม่ได้
หล่อนบอกเขาว่าชื่อคลาร่า
คราวนี้สิบสองสาบานว่าเขาจะตามหาหล่อน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

“ทำไมคุณถึงดูหงุดหงิดนัก”
“ผมเปล่า”
“แน่ใจหรือ?”
เขามองคลาร่า แล้วหล่อนยิ้มให้
“คุณสัญญาได้หรือเปล่าว่าจะไม่ทิ้งผมไป”
“แน่นอน” หล่อนกอดเขา “ฉันจะไม่มีวันทิ้งคุณไปไหน ด็อกเตอร์”
เขาเกลียดอ้อมกอดนั้น เขาเกลียดที่เขามองไม่เห็นสีหน้าและแววตาที่เธอหลบซ่อนอยู่กับบ่าเขา
แต่ด็อกเตอร์กอดตอบ
รวบตัวคลาร่าคนนี้เอาไว้ในอ้อมเเขนแล้วซบหน้าลง ร้องไห้โดยที่ไม่มีน้ำตา
“ขอบคุณ”
เขาพูดได้แค่นั้น

“ขอบคุณคลาร่า” เขาพูดต่อหน้าหลุมศพคลาร่าคนที่ห้า เขายังคงตามหาคลาร่าตัวจริงไม่พบ แต่เขาคิดว่าคงจะเลิกตามหาเร็วๆนี้ในเมื่อคลาร่าคนที่เก้าบอกเขาว่า “ความทรงจำมันกลายเป็นเรื่องราวในวันหนึ่ง และแน่นอนว่าคุณคงจะลืมฉันไปด้วย”
“ผมไม่มีทางลืมหรอก”
“แล้วทำไมคุณถึงตามหาคลาร่าคนนั้นล่ะ”
เขาตอบไม่ได้ คราวนี้คลาร่าจึงยิ้ม
“ถ้าจำไม่ได้. คุณไม่คิดหรือว่าคลาร่าคนนั้นอาจไม่อยากให้คุณรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาก็ได้”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะถ้าเป็นฉัน แม้คุณจะจำไม่ได้ ฉันก็คงบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้คุณฟังด้วยตนเอง พาคุณไปเห็นด้วยตาตนเอง แม้ว่าคุณจะจำไม่ได้ แต่ฉันยังจำได้นี่นา”
หล่อนพูดถูก แต่สิบสองรู้สึกเจ็บปวดที่ได้ฟัง

เขาหยุดตามหาเธอ
คลาร่าคนที่สิบเป็นคนเจอเขาด้วยตัวเอง
หล่อนช่วยชีวิตเขาไว้อีกครั้ง

คลาร่าคนที่สิบสามจุมพิตและกอดเขาเอาไว้

คลาร่าที่สิบสี่ปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่เขาจะเป็นสิบสาม

เขายังคงเห็นภาพคลาร่าซ้ำๆ เขายังคงหวังอย่างสิ้นหวังว่าจะได้เจอเธออีก ไม่ว่าในตอนนั้นเขาจะกลายเป็นสิบสอง สิบสาม หรือสิบสี่ ก็ตามที

เขาจุมพิตแหวนที่เธอเคยให้พึมพำว่าผมรักคุณก่อนที่จะเดินเข้าทาร์ดิสเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะไม่ได้กลับมาในฐานะของสิบสองอีก

บทเพลง คลาร่า ที่เล่นผ่านกีตาร์ไฟฟ้าจบลงเพียงแค่นั้น

FANFIC good omens : once apon a time


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เทวฑูตตนนั้นร่วงหล่นจากสวรรค์
โคร์วเลย์ยังคงจำความเจ็บปวดได้ทุกระเบียดนิ้วบนร่างกาย, จำภาพปีกที่เขาภูมิใจนักหนานั้นกลายเป็นสีดำได้ดี
วินาทีที่โลกของเขาพังทลายลง โครว์เลย์หวังให้เขามอดไหม้แล้วไม่ต้องฟื้นขึ้นมาอีกเลย

อซิราเฟลยิ้มหวานระหว่างชงชา แสงแดดจากนอกหน้าต่างในครัวกระทบกับเขาทำให้ทุกอย่างดูเปล่งประกาย
อาจเป็นปาฏิหาริย์ของนางฟ้าหรืออะไรก็ตาม โครว์เลย์มองภาพนั้นแล้วคิดว่ามันเกินเอื้อมสิ้นดี
ถ้า—เขาแค่คิดตามประสาปีศาจ— ถ้าเกิดว่าอซิราเฟลตกสวรรค์ขึ้นมา มันจะเป็นอย่างไร?

“นายอยากใส่น้ำตาลหรือน้ำผึ้งในชาล่ะ?” ทูตสวรรค์หันมาถามโดยที่รอยยิ้มยังคงไม่หายไป เปล่งประกาย สว่างจ้า โครว์เลย์นึกภาพรอยยิ้มนั้นหายไปไม่ได้ ราวกับว่ามันเป็นพระอาทิตย์หรืออะไรก็ตามที่ไม่มีวันจางหาย
ราวกับว่ารอยยิ้มนั้นเป็นตัวตนของอซิราเฟล, เป็นอะไรที่แยกจากกันไม่ได้
อซิราเฟลเอียงคอเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบเขาเสียที
“โครว์เลย์?”ปีศาจหนุ่มถอนหายใจ แล้วเลื่อนสายตามามองในที่สุด
“อะไรก็ได้ทั้งนั้น”
“นายเหม่ออะไรงั้นหรือ?”
“แค่— คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”
ความเงียบโรยตัวชั่วครู่ อซิราเฟลเหมือนรู้ทัน ทั้งๆที่ความจริงแล้วไม่ว่าจะปีศาจหรือทูตสวรรค์ล้วนไม่สามารถอ่านใจได้อย่างที่ใครๆต่างเข้าใจกันผิดไป
“สักวันนายอาจได้กลับไป”
“กลับไป?” โครว์เลย์ทวนคำเสียงสูง
“ใช่ บนนั้น” อซิราเฟลชี้ไปด้านบน ทำให้ปีศาจหนุ่มกรอกตา
“นั่นไม่ใช่ที่ของฉันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
อซิราเฟลทำตัวไม่ถูกกับคำตอบนั้น โครว์เลย์มองสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้วหัวเราะในลำคอ
“นายล่ะ? ไม่สนใจจะไปบ้างเหรอ?”
“ที่ไหนล่ะ?”
“ข้างล่างนั่น”
“โอ้– ไม่ มันคงไม่ดี” อซิราเฟลระล่ำระลัก “ฉันไม่ได้จะประณามที่ๆนายมาหรอกนะ –เปล่าหรอก– หมายถึง ฉันเป็นทูตสวรรค์ใช่ไหมล่ะ? หากมีใครรู้เข้าคงไม่ดี”
“อย่างแรกเลยคือฉันพูดเล่น” โครว์เลย์พ่นลมหายใจกับความจริงจังของอีกฝ่าย “แล้วอีกอย่างคือ แม้กระทั่งฉันเองก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นที่ๆดี เชื่อเถอะ แม้กระทั่งปีศาจด้วยกันเองมันก็ยังเป็นสถานที่ที่น่ารำคาญ”

ความเงียบโรยตัวอีกครั้ง แต่คราวนี้น่าอึดอัดกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
โครว์เลย์ก้มหน้าลงมองอซิราเฟลเหนือแว่น ทำให้พวกเขาสบตากันไม่ว่านั่นจะเป็นความจงใจหรือไม่ก็ตาม
วูบหนึ่งที่ประโยคนั้นหลุดปาก อซิราเฟลเห็นรอยร้าวที่ปิดไม่มิด.

“นายยังเจ็บปวดกับเรื่องนั้นอยู่อีกหรือ?”
คำถามฟังดูเป็นห่วงเป็นใยมากกว่าจะอยากรู้อยากเห็น
ส่วนปีศาจไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเบือนหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่าง มองกองหนังสือ
มองอะไรก็ไม่ที่ไม่ใช่สายตาของอซิราเฟลที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย
“กลับไปชงชาของนายซะเถอะ”.

ต่อให้ผ่านไปอีกซักพักปีโครว์เลย์คิดว่าเขายังคงจำความเจ็บปวดได้ดี
กาลครั้งนั้นที่ทุกอย่างพังลงในพริบตา, เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สลักลึกลงในใจเสียจนลืมไม่ลง.

“ขอโทษ” อซิราเฟลพูดพร้อมยื่นแก้วชามาให้ “ฉันไม่น่าถามคำถามนั้นออกไปเลย”
“ใช่ มันเป็นความผิดนายทั้งนั้นล่ะ” ปีศาจหนุ่มวางมาดขู่ฟ่อกลับไป แต่ก็รับแก้วชามาจิบแต่โดยดี
“นายใส่อะไรลงไปในชา?”
“หืม?”
“มัน… รู้สึกแปลก”
อซิราเฟลหัวเราะออกมา
“ปาฎิหาริย์เล็กๆน้อยๆน่ะ”
“ปกติแล้วมันจะช่วยให้หายเจ็บปวด ฉันไม่รู้ว่ามันจะช่วยนายได้หรือเปล่าแต่..”
“มันช่วย” โครว์เลย์ตัดบทอีกฝ่ายแล้วจิบชาอีกให้เห็นต่อหน้า จะว่าพูดจริงก็ไม่ใช่ จะกว่าโกหกก็ไม่เชิง โครว์เลย์คิดว่าชานั้นมันไม่ช่วยอะไรหรอก แต่เป็นตัวอซิราเฟลที่อยู่ตรงนั้นต่างหากที่ทำให้มันหาย
เขาเหลือบมองรอยยิ้มเด็กน้อยแบบนั้นแล้วก็คิดว่าถ้าคงอยู่ตลอดหาลก็คงดี

กาลครั้งนี้ทูตสวรรค์ผู้ร่วงหล่นยังคงมีบาดแผล  แต่ความเจ็บปวดนั้นถูกปัดเป่าโดยทูตสวรรค์ผู้อารีย์

Fanfic BSD : alterverse (dachuu)

Alterverse ค่ะ


ถ้าหากว่าเป็นชีวิตที่ไร้ค่าขนาดนั้น
ยอมตายไปจะไม่สมเกียรติ์กว่าหรอกหรือ?

ปืนถูกจ่อเข้าที่ขมับ, นี่ไม่ใช่ความตายอย่างที่เขาจินตนาการไว้

ดาไซเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวง และแน่นอนว่าเขาจำนักฆ่ารับจ้างที่มีชื่อเสียงในโลกใต้ดินอย่าง โอดะ ซาคุโนะสุเกะ ได้อยู่แล้ว
“ถึงจะอยากตายก็เถอะ แต่ฉันไม่ได้อยากถูกยิงตายหรอกนะ”
“ยังไงก็จะตายอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?”
โอดะซาคุตอบกลับ หรี่ตาลงมองอีกฝ่ายที่แสดงท่าทางลังเเลออกมาด้วยความสมเพชสิ้นดี
“นั่นสิ นั่นสิ” คราวนี้ดาไซเหมือนพูดกับตัวเองเสียมากกว่า “แต่ที่เจ็บปวดก็ไม่เอาหรอกนะ ที่น่ากลัวก็ไม่ชอบเหมือนกัน”

“ฉันให้นายมากกว่าที่นายจะได้จากการฆ่าฉันอีกนะ”
ผู้บริหารหนุ่มแห่งพอร์ตมาเฟียเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการต่อรอง
ดวงตาคู่นั้นสบกับเขา, มันขุ่นมัวเกินกว่าเด็กอายุสิบห้าทั่วไป แต่รอยยิ้มนั้นกว้างสมกับอายุ
“ถ้าฉันตายไป– สถานการณ์จะยิ่งแย่ไปกว่านี้อีกนะ”

โอดะซาคุไม่ได้คิดถึงอนาคตที่ไกลขนาดนั้น
“ฉันแค่ทำตามหน้าที่”
“และฉันก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ” ดาไซเอื้อมมือเข้ามาจับเขา และโอดะซาคุก็ได้เข้าใจว่าทำไม

สูญสิ้นความเป็นคน เป็นพลังที่มีเป็นประโยชน์จนน่ากลัว. ถ้าเกิดว่าเพิ่มพลังให้ใครอย่างไร้เงื่อนไขแล้วยิ่งเสริมให้ใครก็ตามที่ได้ตัวดาไซ โอซามุไปแข็งแกร่งจนประเมินไม่ได้
แม่แต่ตัวเขาเอง

โอดะซาคุกระโดดถอยหลังเมื่อเข้าเห็นภาพอนาคตที่กำลังจะเกิด ดาไซที่พอรู้เรื่องเลยหันไปมองที่ประตูพร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้า

นากาฮาระ ชูยะ พังประตูเข้ามาด้วยสีหน้าหงุดหงิด
ตามแก้มและลำคอไล่ไปจนถึงแขนปรากฏรอยบางอย่างพาดทับและกลืนกินตัวเขา
“ดาไซ ไม่เป็นอะไรนะ?” เจ้าของชื่อพยักหน้า แล้วเดินลงมาจากเตียงเพื่อไปหลบหลังชูยะด้วยความยินดี

ทำเอานักฆ่าตีหน้ายุ่ง. เขาไม่น่าชักช้าที่จะฆ่าดาไซเลยสักวินาทีเดียว ลำพังตัวดาไซไม่ได้ลำบากที่จะสู้ แต่ถ้ามีนากาฮาระ ชูยะ แล้วไม่ว่าใครก็หยุดไม่ได้ทั้งนั้น.

โอดะซาคุยอมลดปืนลงจนได้ แต่ชูยะยังคงไม่ปลดมลทิน

“ฉันจะไว้ชีวิตดาไซโอซามุ แต่แน่นอนว่าต้องมีข้อเเลกเปลี่ยน”
“แล้วเราจะไว้ใจพวกนักฆ่าได้ยังไง?”
“แล้วฉันจะไว้ใจพวกมาเฟียได้ยังไง?”
“ข้อเเลกเปลี่ยนอะไรล่ะ?” ดาไซแทรกขึ้นมา โดยที่กอดแขนข้างหนึ่งของชูยะเอาไว้ “ใช้ประโยชน์ฉันงั้นเหรอ?”

โอดะซาคุขยับยิ้ม แล้วไม่ได้ตอบอะไร ก่อนที่เขาจะหายไปโดยที่ผู้บริหารของพอร์ตมาเฟียทั้งสองคนเพียงแค่ยืนมอง

FANFIC BSD : Four season of our life (ODAZAI)

Odasaku X Fem!Dazai


วันพรุ่งนี้อาจตายก็ได้. ดาไซไม่ได้ให้ค่ากับคำว่าชีวิตของตนเองนัก
แต่เมื่อโอดะซาคุบอกว่า มีชีวิตอยู่ต่อเถอะนะ
เธอคิดว่ามันก็ไม่เสียหายอะไรที่จะรอคอยท้องฟ้าวันพรุ่งนี้อีกวัน

ฤดูร้อนตอนนั้นดาไซอายุแค่สิบสี่ เพิ่งเป็นผู้บริหารของพอร์ตมาเฟีย หล่อนคิดว่าตนเองกร้านโลกมามาก แต่คนอย่างโอดะซาคุไม่ใช่ประเภทที่เธอเคยเจอ.
ดาไซกระพริบตา มองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วหันไปมองบอสด้วยความไม่เข้าใจ
“คนคุ้มกัน?” หล่อนถาม ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยท่าทีที่ดูไม่พอใจนัก “เกะกะเสียเปล่าๆ”
“มีไว้ก็ไม่เสียหายนี่นา จริงไหมดาไซจัง? โอดะคุงเขามีฝีมือนะ รับรองว่าไม่เกะกะเธอหรอก”
เด็กสาวหันกลับมามองเขา ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นตวัดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมินแล้วถอนหายใจ
อย่างน้อยก็ดูไม่น่ารำคาญดี
ดาไซไม่ได้คิดว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างพวกเขา.

.

ฤดูใบไม้ร่วงปีถัดมา ดาไซได้แผลมาเพิ่มอย่างจงใจ
“สมเพชฉันงั้นเหรอ?” ดาไซจับสายตาอีกฝ่ายได้ ถามขึ้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่าสิ้นดี ระหว่างที่ยกแขนโชว์ให้เห็นรอยแผลชัดๆ
โอดะซาคุมองตอบแล้วก็ส่ายหน้า
“แค่เสียดาย เด็กอย่างเธอควรจะมีช่วงเวลาวัยรุ่นที่ดีกว่านี้แท้ๆ”
หล่อนชะงัก จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่มีคนมองเธอเป็นเด็กสาวน่ะมันเมื่อไหร่
แม้กระทั่งกับบอสก็ยังเห็นเป็นแค่ ของเล่น อยู่เลยแท้ๆ
“ฉันก็เด็กกว่านายไม่กี่ปีหรอก”
โอดะซาคุพยักหน้ารับ ไม่ได้เถียงอะไรอีกก่อนที่จะยื่นมือออกมา “มาสิ เดี๋ยวทำแผลให้”
ดาไซไม่เคยเข้าใจอะไรในตัวอีกฝ่ายอยู่แล้ว วันนั้นหล่อนมองเขาแล้วยอมแพ้ที่จะเข้าใจ
รอยยิ้มที่ไม่เคยมีผุดขึ้นบนใบหน้าเป็นครั้งแรก ระหว่างที่ยื่นแขนไปให้เขา
“ขอบคุณ”

.

เป็นคนแรกที่มองเห็น เป็นคนแรกที่ยื่นมือมา
เป็นคนที่ถามว่าเหนื่อยหรือเปล่าท่ามกลางคนที่คาดหวังว่าต้องทำให้ได้
เพราะโอดะซาคุเป็นคนอ่อนโยนแบบนั้น
“นี่โอดะซาคุ ถ้าว่าหนึ่งฉันตายไปล่ะก็” ดาไซยื่นมือไปหาเขา “โอดะซาคุจะเสียใจไหมนะ”
“ฉันอยากให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ”
ดาไซหัวเราะ สว่างไสวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“นั่นเป็นคำสั่งงั้นเหรอ?”
“ฉันคงไม่มีสิทธิ์ไปสั่งเธอหรอก” โอดะซาคุเว้นวรรค แล้วมองหล่อนอย่างตรงไปตรงมา เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าดาไซดูโตกว่าครั้งแรกที่เจอกันมาก จากเด็กสาวคนนั้นกลายเป็นสาวสวยสะพรั่ง “นั่น– เป็นคำขอร้องน่ะ”
“ถ้าโอดะซาคุอยู่กับฉันด้วย ฉันก็จะมีชีวิตต่อไปนะ”
นั่นเป็นคำสัญญา
ฤดูหนาวปีนั้นไม่หนาวอีกต่อไป

.

“ตอนนี้ฉันก็ยังมีชีวิตอยู่นะ แต่นายไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว”
“ไม่ยุติธรรมเลยใช่ไหม?”
“จะไม่ตอบกลับมาสักคำเลยจริงๆน่ะเหรอ? ใจร้ายเกินไปแล้วนะ”
“นี่ ฉันรักนายนะ”
ไม่มีคำตอบกลับมาทั้งนั้น ดาไซหยุดพูดในที่สุดแล้วนั่งพิงหลุมศพอย่างเงียบเชียบ
ฤดูใบไม้ผลิปีแรกที่ไม่มีโอดะซาคุ
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วคิดว่ามันยังคงเป็นสีฟ้าน่าเกลียดเหมือนทุกวัน