หากเกิดว่าเจ้า โศกา โศกเศร้า
พบหนึ่งดวงวิญญาณ์ ร่ำไห้
หากเป็นเช่นนั้นจงมา เถิดท่าน
เป็นหนึ่งเสียงเคียงไข้ หนึ่งไว้ ปลอบโยน
สึบากิชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงเพลงที่ลอยมาตามลม
ท่ามกลางคลื่นทะเลที่ทำให้เรือโคลงอย่างบ้าคลั่ง หล่อนเกือบคิดว่าตัวเองฝันกลางวันเสียด้วยซ้ำไป เธอค่อยๆเดินไปตามเสียนั้นโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ สองขาพาก้าวผ่านโซนต่างๆของเรือที่ไม่คุ้นตาจนไปหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่แกะสลักตรงโถงกลาง
ความใคร่รู้นั่นฆ่าแมวได้ และสึบากิรู้ดีว่าเธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต่อกรกับปัญหาได้เลยถ้าหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบนเรือ แต่เสียงหวานๆดึงดูดเธอเอาไว้ สองแขนผลักบานประตูเข้าไปโดยที่สมองโล่งไปชั่วขณะ
ไฟจากด้านนอกเล็ดลอดช่องประตูมาพาดผ่าน กระทบกับแท็งค์น้ำขนาดใหญ่และอะไรบางอย่างที่ขยับเขยื้อนอยู่ภายในนั้น เกล็ดปลาส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว และสิ่งถัดมาที่สึบากิได้เห็นคือดวงตาสีแดงจัดที่ส่งประกายราวกับอัญมณี ซึ่งตรึงหล่อนเอาไว้กับที่ได้ราวกับเวทมนต์
ไซเรน– สึบากิไม่เคยเห็นตัวจริงหรอก แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นไซเรน
“ไสหัวออกไป” เขาพูดอย่างเกรี้ยวกราจ “อย่างพวกแกน่ะ ไสหัวออกไปให้หมด!”
หล่อนกระพริบตาปริบๆ เอียงคอ แล้วก็คิดขึ้นได้ว่าทำไมกัปตันถึงได้มั่นใจนักว่าพวกเขาจะจับไซเรนกลับมาได้ –กัปตันมีไซเรนอยู่บนเรือ เสียงของพวกไซเรนจะดึงดูดด้วยกันเอง กัปตันคงจะคิดใช้เสียงเพลงของไซเรนเป็นเหยื่อล่อเข้ามา
“คุณเป็นคนร้องเพลงเมื่อครู่นี่?” เธอว่า ไม่เหมือนเป็นคำถามขณะที่เดินเข้าไปไกล้ แล้วร้องเพลงตามที่จำได้ “คุณบอกให้ฉันมาไม่ใช่เหรอ?”
หากเกิดว่าเจ้า โศกา โศกเศร้า
พบหนึ่งดวงวิญญาณ์ ร่ำไห้
เธอวางมือลงบนกระจก ไซเรนตนนั้นก้มลงมองด้วยสายตาไม่เข้าใจนัก
หากเป็นเช่นนั้นจงมา เถิดท่าน
เป็นหนึ่งเสียงเคียงไข้ หนึ่งไว้ ปลอบโยน
“แกดูไม่เหมือนคนร้องให้เลยด้วยซ้ำ!” เขาส่งเสียงขึ้นจมูก
“แล้วหยุดร้องเถอะ เธอร้องเพี้ยนไปหมดแล้ว!”
สึบากิหัวเราะ เป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้หัวเราะออกมา แต่ถึงอย่างนั้นรอยยิ้มก็ส่งไปไม่ถึงดวงตา และเลนเนลสังเกตเห็นมัน รวมไปถึงรอยแผลเป็นบนผิวตามมือและแขนที่โผล่พ้นเสื้อออกมา
“ก็ฉันไม่ใช่ไซเรนนี่”
“ถ้าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ก็เอาอาหารมาให้ยังดีซะกว่า” ฝ่ายไซเรนบนอุบอิบแล้วกอดอก พอเห็นว่าเธอแค่กวนประสาทเขาเท่านั้นก็ยอมทรุดตัวลงนั่งกอดหางอยู่ด้านล่างตู้ ไม่ได้หวาดระแวงเหมือนก่อนหน้าเมื่อรู้ว่าเธอไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าพูดคุยให้รำคาญเพียงแค่นั้น
“ครั้งนี้ฉันไม่ได้เตรียมมาด้วย” เธอแบมือให้เห็น
“ไว้ครั้งหน้าฉันจะแอบขโมยมาให้นะคะ”
น้ำเสียงทำให้เขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
คะ?
“เธอ……เป็น–” สึบากิยกนิ้วขึ้นมาแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบที่เขาจะได้พูดออกไป
“นั่นเป็นความลับระหว่างเรานะ ถือว่าแลกกับอาหารก็แล้วกัน”
ฝ่ายไซเรนเลยไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่หรี่ตาลงมอง เขารู้มากพอว่าพวกมนุษย์นั้นนับถือเทพแห่งท้องทะเล ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะทำให้เทพโกรธเกรี้ยวอย่างโง่เง่าโดยการพาผู้หญิงออกเรือมาด้วย แต่ถึงอย่างนั้น
หล่อนเผยรอยยิ้มออกมา
“ฉันต้องไปแล้ว” เธอว่า “แล้วจะเอาอาหารมาให้นะ”
เขาถอนหายใจออกมา ไม่ได้พูดตอบแต่เพียงแค่มองตามแผ่นหลังนั่นอย่างเงียบเชียบเพียงเท่านั้น
หล่อนไม่ได้ปิดไฟให้ ซึ่งอันที่จริงเลนเนลกลับรู้สึกขอบคุณเสียด้วยซ้ำ อย่างน้อยห้องนี่ก็ไม่มืดหม่นเหมือนเดิมแล้ว
พอเขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าแล้วจึงเริ่มร้องเพลงขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ลดเสียงลงจนแทบเหมือนกับกระซิบกับตัวเอง
หากเกิดว่าเจ้า โศกา โศกเศร้า
ไซร้ไม่เอ่ยวาจา ร่ำไห้
ใยมีไม่น้ำตา ทนสิ่ง ทุกข์ใด
จงเอ่ยกล่าวเอื้อน เพื่อข้า ได้ฟัง
เที่ยงวันถัดมาสึบากิที่จริงๆก่อนหน้านี้อยู่เวรดึกก็ขุดตัวเองขึ้นมาจากเตียงจนได้ เพื่อนร่วมห้องสะลึมสะลือขึ้นมามองเธอด้วยความงุนงง ในขณะที่เธอหายไปเปลี่ยนชุดแล้วตรงไปยังห้องครัวอย่างคล่องแคล่วว่องไว
เธอเคยอยู่ในสลัมมาก่อน การมือไวขโมยของเล็กๆน้อยนั่นง่ายมากและแทบจะเป็นทักษะติดตัวไปแล้ว เธอเพียงแค่เดินผ่านเลยไปและของก็หายโดยที่ไม่มีใครทันรู้ตัว พวกแม่ครัวได้แต่ยืนมองหน้ากันอย่างงุนงง ในขณะที่สึบากิหนีออกมาจนถึงหน้าประตูบานใหญ่นั่นเรียบร้อยแล้ว
เธอผลักประตูเข้าไป แสงที่เล็ดลอดออกมาทำให้เลนเนลขยับตัว สึบากิเปิดไฟแล้วก็ก้าวเข้าไปใกล้แท็งค์ ปืนขั้นบันใดจนเจอบานประตูเล็กๆที่ถูกปิดลงกลอนจากด้านบน พอเปิดออกก็พบกับผืนน้ำ และคุณไซเรนที่เงยหน้ามองขึ้นมาจากด้านใน
“หวังว่าคุณจะชอบปลานี่นะ” เธอยื่นลงให้ เขายื่นมือขึ้นมารับ เลนเนลไม่คิดว่าหล่อนจะขโมยอาหารมาให้จริงๆ
“แกนี่มัน…”
เสียงหัวเราะของหล่อนดังก้องกังวาน ก่อนที่หล่อนจะหันหน้ากลับมา เลนเนลเพิ่งสังเกตเห็นดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นไร้แววของวิญญาณในตอนที่หล่อนทาบมือลงกับกระจกอีกฝั่ง ราวกับพวกเขาจะประสานมือกันได้
“ซักวัน –ซักวันฉันจะช่วยคุณออกไปเองนะ”
“อย่าสัญญาอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้สิวะ”
หล่อนหัวเราะอีก และทำให้เลนเนลพ่นลมอย่างอ่อนใจ
“แกเป็นมนุษย์ที่แปลกที่สุดที่ฉันเคยเจอ”
“ทำไมล่ะคะ?”
“ไม่มีใครอยากจะช่วยไซเรนกันหรอก ไม่มีทางเลย นอกเสียจากจะโดนมนต์สะกดของไซเรน”
เพราะราคาค่าตัวขายในตลาดมืดได้สูงมาก แค่จับไซเรนได้สักตัวจะเรียกว่ามีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตเลยก็ยังได้ แม้กระทั่งเลือดก็ยังได้ราคาดี บางคนก็เอาเกล็ดไปทำเป็นเครื่องราง ไม่มีมนุษย์คนไหนจะอยากช่วยปลดปล่อยไซเรนไปเสียหรอก
แต่ถึงอย่างนั้นเธอตรงหน้ากลับมองมาด้วยสายตาแน่วแน่ว่าไม่ได้พูดเล่นไป
“แต่ฉันจะช่วยคุณ” เธอย้ำ ไม่ได้พูดออกไปว่าทำไม
เพราะเธอรู้ดีว่าการถูกกักขังนั้นมันทรมาน การที่ไม่มีอิสระภาพแม้กระทั่งจะฝันเฟื่องนั่นมันเจียนตาย เด็กในสลัมอย่างเธอรู้ดี เธอดิ้นรนจนมาอยู่บนเรือนี่เพื่อหลีกหนีลูกกรงที่เป็นเกาะเล็กๆบ้านเกิดของเธอเอง
เลนเนลเพียงแค่มองเธอ แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก จนกระทั่งสึบากิลุกขึ้นยืน
“หมดเวลาของฉันแล้ว” เธอพูด ทำท่าจะเดินไปปิดไฟ แต่เลนเนลส่งเสียงร้องห้ามเสียก่อน
“เปิดไว้อย่างนั้นแหละ”
เธอทำตามอย่างว่าง่าย โน้มหัวให้บอกลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินลับหายไปหลังบานประตู
ครั้งที่สามที่เธอมาเยี่ยม เลนเนลนับเอาว่าเป็นวันที่สามหลังจากที่พบกันเพราะเดาเอาว่าเธอมาพบเขาวันละครั้ง
พอชีวิตประจำวันมีแต่นอนเล่นไปมาในตู้ปลาขนาดใหญ่เขาจึงกลับกลายเป็นว่ารอคอยช่วยเวลาที่เธอจะมาโดยที่ไม่ทันได้รู้ตัวเสียแล้ว
“วันนี้เป็นปลาเทราส์” เธอว่า “ช่วงนี้เราจับปลาเทราส์ได้เสียส่วนใหญ่”
พอเธอกำลังจะหย่อนปลาลงมาจากประตูบ้านบนก็ชะงักไปเมื่อเห็นรอยแดงพาดทับไปตามแขนขาว เหมือนไม้เรียว
“..ใคร…” สายตาของหล่อนจับจ้องอย่างโกรธเกรี้ยว “ใครทำคุณอย่างนั้น”
“กัปตัน? ไม่รู้สิ ผู้ชายคนหนึ่งมักจะเข้ามาแล้วบังคับให้ฉันบอกทิศบ้าง หรือร้องเพลงบ้าง”
สึบากิเม้มปากเข้าหากันแน่น
“อย่าบอกนะว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนน้ำในแท็งค์นี่ แต่ระบายน้ำออกเพื่อให้คุณหายใจไม่ออกต่างหาก?”
เลนเนลกระพริบตาประหลาดใจที่หล่อนสังเกตเห็น แต่ก็พยักหน้าลง
“ถึงอย่างนั้นฉันไม่ตายหรอก เขาจะไม่ฆ่าฉันจนกว่าจะจับไซเรนตนอื่นได้”
นั่นเป็นความจริงที่โหดร้าย
เพราะสึบากิรู้ดีว่ามันไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ถูกทรมานจนกว่าจะถึงวันนั้น
ครั้งถัดมาที่มาหา สึบากิได้เห็นภาพนั้นเข้าอย่างจัง
เลนเนลนอนอยู่บนพื้นกลางตู้ปลาที่แห้งผาก เขากุมลำคอและหน้าอกอย่างทรมานเมื่อไม่สามารถหายใจได้ เธอกระโจนเข้าไปด้านหลัง หมุนก็อกน้ำให้เขาอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ฝ่ายไซเรนพอเริ่มรู้สึกถึงน้ำก็พยายามขยับ สึบากิเห็นอย่างนั้นก็ปีนลงไปจนประตูเล็กด้านบน หย่อนตัวลงไปช่วยขยับตัวเขาเข้าหาน้ำที่กำลังไหลจากด้านข้างตู้อย่างระมัดระวัง
“แก..” เลนเนลเพิ่งได้สติและเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเธอเป็นอย่างแรก
ในขณะที่ระดับน้ำค่อยๆสูงขึ้น เธอสวมกอดเขาไว้จนกระทั่งร่างของพวกเขาถูกจมลงไปในน้ำจนมิด
“เห้ย ออกไปได้แล้ว” เลนเนลไล่เมื่อเห็นเธอกั้นหายใจอยู่ใต้น้ำ แต่หล่อนสายหน้า สองมือประคองใบหน้าของเขาใกล้ๆแล้วก็ยิ้มหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เป็นอะไรแล้ว จนเลนเนลชะงักไป
หากเกิดว่าเจ้า โศกา โศกเศร้า
จงร่ำให้เถิดหนา ร่ำร้อง
ให้เจ้าส่งเสียงว่า ทนสิ่ง ทุกข์ใด
ข้าไคร่อยู่ข้างค้อง ไม่ทิ้ง ฤาหาย
“ทำไมแกหายไปตอนพักเที่ยง?” กะลาสีคนหนึ่งถาม เมื่อเห็นหล่อนเก็บถาดอาหารอย่างรวดเร็วแล้วทำท่าจะลุกขึ้นไปอีก แต่สึบากิเพียงแค่ยิ้มกลบเกลื่อน แล้วเดินหายไปเสียอย่างนั้น
“อะไรของมันวะ” กะลาสีอีกคนเดินมาพูด แล้วมองอย่างไม่ไว้วางใจ
“เธอเองสินะที่มาที่นี่บ่อยๆ” สึบากิชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงพูดจากหลังบานประตู เธอหันหลังไปมองและพบกับรองกัปตันยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เป็นลางร้าย
“โดนมนต์ของไซเรนเข้าซะแล้วหรือ แต่ก็เป็นกะลาสีใหม่นี่นะ”
เธอได้ยินเสียงตึงตังและเห็นเลนเนลพยายามจะเคาะกระจกจากหางตา ตะโกนออกมา “เธอไม่เกี่ยวนะ”
แต่สึบากิกลับเอียงคออย่างท้าทาย ถ้ามาถึงขั้นนี้ เธอไม่มีอะไรให้เสียแล้ว
“ไม่หรอก ฉันยังไม่ได้โดนมนต์” รองกัปตันมองด้วยความไม่เชื่อ จนหล่อนเปิดแขนเสื้อให้ดูแต่เขาก็ยังคงไม่พอใจ
“ถอดเสื้อสิ”
หล่อนชะงักไปฉับพลัน
แต่ทว่ามีคนเดินเข้ามาเพิ่ม และเธอรู้ดีว่ายังไงก็คงโดนบังคับอยู่ดีถึงได้ค่อยๆปลดกระดุม ปล่อยเสื้อให้ไหลลงจากไหล่ลาด เผยให้เห็นผ้าพันหน้าอกและเอวคอดอย่างหญิงสาวจนทั้งห้องเงียบไป
รองกัปตันโกรธเกรี้ยวจนหน้าแดง
“แก!! แก!!!”
แต่สึบากิไวกว่า เธอพุ่งเข้าไปหาเขาคว้าปืนพกทีเหน็บข้างเอวแล้วหันไปยิงตู้ปลาจนแตก แรงดันน้ำทำให้เลนเนลพุ่งออกมากองบนพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว สภาพที่เปลี่ยนไปฉับพลันทำให้เขาสำลัก ในขณะที่เห็นคนมาใหม่ยกปืนขึ้นจ่อไปทางสึบากิที่มีสีหน้าราวกับบ้าคลั่งไป
“หนีไป!”
เธอพูด แล้วเหนี่ยวไก ในขณะที่เลนเนลพยายามยันตัวขึ้นมา เสียงปืนดังลั่นในโสตประสาท สิ่งถัดมาที่เขารับรู้คือเธอล้มลงกับเลือดที่สาดกระเซ็น
กองเลือดค่อยๆไหลย้อยไปตามพื้น สัมผัสเข้าที่มือเขา เป็นครั้งแรกที่เลนเนลร้องไห้ออกมา คริสตัลร่วงหล่นจากดวงตาเขาแทนน้ำตา
เลนเนลไม่ได้ยินเสียงตัวเองด้วยซ้ำในขณะที่เขาค่อยๆโอบกอดร่างของเธอเอาไว้แล้วร้องเพลง
หากเกิดว่าข้า โศกา โศกเศร้า
หากร่่ำให้ถวิลหา เช่นเจ้า
แล้วไซร้จึ่งเบือนหน้า หายห่าง ใยเล่า
ข้าไคร่ข้างเคียงเศร้า แต่เจ้า กลับไม่
เขากอดร่างไร้วิญญาณนั่นแล้วกรีดร้อง คลื่นทะเลบ้าคลั่งจนเรือโคลงราวกับกำลังตอบรับคำอธิษฐาน เลนเนลคว้าร่างเธอเอาไว้แน่น ก่อนที่พวกเขาจะถูกซัดลงทะเลที่กลืนกินไปพวกเขาไปพร้อมกัน
เลือดของเธอละลายให้มหาสมุทรแถวนั้นกลายเป็นสีแดงฉาน ในขณะที่เลนเนลสวมกอดเอาไว้ ร้องเพลงราวกับว่ามันจะช่วยปลุกให้หล่อนฝื้นขึ้นมาจากความตายได้ แต่เปล่าเลย
เสียงเพลงนั้นสะท้อนอยู่ใต้ทะเลอ้างว้าง ที่มีเพียงเขากับซากศพเพียงเท่านั้น
หาก เกิดว่าข้า โศกา โศกเศร้า
เจ้า เล่าร่ำน้ำตา หรือบ้าง
ตาย จากหนึ่งอ้าง ว้างหน่าย
ไป ไล่หนีหายหน้า ทอดทิ้ง เดียวดาย
ข้า วิงวอนร่ำร้อง ภาวนา แก่เจ้า
อยู่ หนึ่งเคียงข้าง ไม่สิ้น
เช่น คำหวานแอบอ้าง กล่าวว่า
ไร ไม่เป็นอย่างลิ้น ปดโป้ หลอกลวง