tsubakilennel

ทั้งๆที่เราไม่ได้เป็นอะไรกันแท้ๆ

ทั้งๆที่

ไม่ควรจะรักเธอเลยแท้ๆ

——————

“เป็นหมาเลยนะ” ดาไซยืนอยู่หน้าประตูห้องเอ่ยทัก ขณะที่สึบากิเงยหน้าจากกองเอกสารมามองเขาด้วยดวงตาแข็งกร้าวอย่างนึกรำคาญ

ปีศาจมาเยือนถึงที่

“มีธุระอะไรล่ะคุณผู้บริหาร?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงจิกกัก พลางหยิบเอกสารแผ่นใหม่มาทำแล้วไม่ได้สนใจเขาอีก รู้ดีว่าสภาพของตนเองของดูไม่จืดสิ้นดี ผมยาวของเธอตอนนี้ยุ่งฟู และถูกรวบไว้ลวกๆไม่ให้เกะกะอย่างไม่ใส่ใจนัก ดวงตาลึกโหล ถุงใต้ตาดำคล้ำ เสื้อสูทภายนอกถูกถอดพาดไว้ระเกะระกะตรงโซฟา ข้างๆกันมีเน็กไทด์สีดำวางคู่กันไป ในขณะที่เสื้อเชิ้ตบนตัวหล่อนถูกปลดกระดุมสองเม็ดบน แขนเสื้อเองก็ถูกพับขึ้นมาจนถึงข้อศอก หมดสภาพจากเวลาปกติโดยสิ้นเชิง ไม่แปลกใจที่ดาไซจะทัก

“ก็แค่จะมาดูคนอกหัก” เขาว่า “แล้วก็มีของขวัญมาให้”

คำว่าของขวัญทำให้หล่อนเงยหน้าขึ้นมามอง หรี่ตาลงอย่างไม่ไว้วางใจ

“ของขวัญ?” เธอทวนคำเสียงสูง ยอมวางกระดาษในมือลงจนได้ ยิ่งพอเห็นรอยยิ้มของปีศาจตรงหน้าแล้วก็ยิ่งไม่ไว้ใจ แต่ทว่าสิ่งที่เขาเดินเข้ามายื่นให้นั่งเป็นเพียงแค่ซองเอกสารสีน้ำตาลธรรมดา เธอจึงยอมรับมาเปิดอ่านโดยไม่ได้เถียงอะไรอีก

กระดาษแผ่นแรกเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอไม่รู้จัก รวมไปถึงแผ่นที่สอง สาม และสี่ กลุ่มคนเหล่านั้นไม่มีอะไรร่วมกันและไม่มีอะไรน่าสนใจ สึบากิพลิกหน้าถัดไปจนถึงรูปภาพ นั่นทำให้เธอชะงัก

ภาพของเลนเนลที่เดินคู่กับคนพวกนั้น

ภาพของเลนเนลที่เห็นรอยมือที่คออย่างชัดเจน –รอยแดงที่แก้ม– ปากแตก

ไม่อยากคิดเลยว่าใต้ร่มผ้านั่นจะเต็มไปด้วยรอยแผลขนาดไหน

“….นายไปหาจากไหน?….”

“นั่นไม่น่าจะใช่คำถามตอนนี้นะ?”

“เขาอยู่ที่ไหน”

เธอรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มโดยที่ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง

“ที่อยู่เดิมของเขานั่นแหละ เธอคงไม่ต้องให้ฉันบอกหรอกใช่ไหม?”

ตอนที่เลนเนลกลับบ้านมา เขาสะดุ้งเมื่อเปิดประตูแล้วเห็นสึบากิกำลังนั่งอยู่บนโซฟา หล่อนตวัดสายตามามองอย่างคมกริบราวกับใบมีด เขาไม่จำเป็นต้องอ่านบรรยากาศรอบตัวก็รู้เลยว่าเธอกำลังอารมณ์เสียแบบที่ฆ่าคนได้

“ยินดีต้อนรับกลับค่ะ” เธอยิ้ม แต่ยิ่งทำให้น่ากลัวเข้าไปใหญ่ “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย คุณเลนเนลว่าไหมคะ?”

“ฉันไม่มีอะไรต้องคุยกับแก”

“แต่ฉันมี”

เลนเนลชะงักไปเมื่อน้ำเสียงเธอเย็นเชียบขึ้นมา แต่เขายังคงทำใจกล้าเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายที่ห้องนั่งเล่น

“งั้นแกมีธุระอะไรก็รีบๆพูดมาแล้วไสหัวออกไปซะ”

เธอชี้ไปที่หน้าและลำคอของเขาที่เต็มไปด้วยรอยแผล

“ถ้าคุณเลนเนลดันหาคู่นอนใหม่ได้ห่วยแตกขนาดนั้น” น้ำเสียงไม่พอใจทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งจนจวนจะขาดอากาศหายใจ “งั้นฉันจะเป็นคู่นอนให้กับคุณเลนเนลเองค่ะ”

“ไม่ต้องสะเออะมายุ่งกับชีวิตฉัน!” เลนเนลคำรามทันควัน โกรธแค้นจนตัวสั่น

ในความสัมพันธ์ที่พังลงนั่นสึบากิเองที่ทิ้งเขาไว้ แล้วคิดจะโผล่หน้ากลับมาง่ายๆราวกับว่าเห็นเขาเป็นของตาย

รัก—

ไม่ควรที่จะรัก—

เขากัดฟัน แล้วตะคอกไปอีกอย่างหยุดปากตัวเองเอาไว้ไม่ได้

“ฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน!”

“ฉันจะหาคู่นอนห่วยๆแค่ไหนมันก็เรื่องของฉัน!”

“คุณเลนเน–“

“แกไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง!!”

“คุณเลนเนล!”

สึบากิบีบข้อมือเขาอย่างรุนแรง แล้วกระชากตัวเข้าไปไกล้เมื่อสุดความอดทน ตะคอกเรียกชื่อเขาเสียงดังกลบเสียงโวยวาย ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นจ้องมองกดดันด้วยความหงุดหงิดไม่แพ้กัน แต่เลนเนลกลับชะงักไปท่ามกลางความเงียบที่โรยตัวลงมา ภาพเก่าๆย้อนกลับขึ้นสมองแล้ววิ่งวนอยู่ซ้ำๆอย่างน่าหวาดกลัว

เลนเนล!!’

มันเป็นเพราะเธอเป็นเด็กไม่ดีเองนั่นแหละ!’

อีกฝ่ายกระชากแขนเขาอย่างรุนแรง ดึงเอาขว้างตัวเขาลงจนกระแทกกับพื้นกระเบื้อง

มันเป็นเพราะเธอนั่นแหละ!’

เงาของเขาพาดทับ เงื้อมือขึ้น เลนเนลรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดและรสฝาดเฝื่อนในปากอย่างชัดเจน

“ขอโทษนะ”

ดวงตาสีแดงของเขาหม่นลงแล้วไร้แววไป

“ขอโทษนะ ขอโทษ— ขอโทษนะ— ฉันผิดเอง ขอโทษนะ—“

“คุณเลนเนล” น้ำเสียงของเธออ่อนลงในขณะที่หล่อนยื่นหน้าเข้าไปไกล้ มองเห็นน้ำตาค่อยๆไหลลงอาบแก้มในขณะที่ตัวสั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดกลัว ในขณะที่เขาพูดย้ำๆซ้ำๆร้องให้อย่างน่าสงสารนั่นทำให้เธอโยนความโกรธทิ้งออกไปหมด

“คุณเลนเนล” เธอเรียกเขาย้ำอีกครั้ง ก่อนจะจูบลงซับน้ำตาอย่างเชื่องช้า

“ขอโทษนะคะ”

“อย่าทำร้ายฉันเลยนะ— ฉันขอโทษ– ฉันขอโทษ”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคุณเลนเนลนะคะ”

“–นายอย่าทำร้ายฉันอีกนะ— ฉันรักนายจริงๆนะ– อย่า–อย่าทำร้ายฉันเลย”

เธอนิ่งไปฉับพลัน เริ่มจับใจความอะไรได้

“คุณเลนเนล” น้ำเสียงราวกับกำลังจะวิงวอน ในขณะที่ประคองหน้าเขาขึ้นมาให้สบตากัน “เขาทำอะไรคุณเลนเนลคะ”

อีกฝ่ายส่ายหน้าไม่ตอบ เธอจึงไล่จูบเขาลงจากริมฝีปากนั่น ปลายนิ้วเกี่ยวผ้าพันแผลที่ลำคอออก แล้วจูบตามแผลอย่างตั้งใจว่าจะให้รอยของเธอชะล้างพวกมันออกไป

“เขาทำร้ายคุณ ตรงไหนคะ” เธอถามย้ำ

“ไม่— อย่าทำร้ายฉันเลย”

“มองฉันสิ” เธอว่า “ฉันเป็นใครคะ?”

เลนเนลนิ่งไป ชั่ววูบนึ่งราวกับมีแสงที่ดวงตาขึ้นมา

“สึบากิ?..”

หล่อนยิ้มราวกับกำลังจะชมเชยที่เขาตอบได้ถูกต้อง แต่ดวงตาสีน้ำตาลกลับหม่นลงเมื่อเห็นเขายังคงเม้มปากเข้าหันกันแน่น ตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ในมือ

คำถามเดียวที่อยู่ตอนนี้ในหัวของเธอคือ ใคร

ใครที่กล้าทำร้ายเลนเนล

เธอจะส่งลงนรกไปพร้อมกับคนกลุ่มนั้นในเอกสารที่ดาไซให้มานั่นแหละ

“ฉันขอโทษ—“

“ไม่จำเป็นต้องขอโทษเลยค่ะ” สึบากิขัดประโยคนั้นกลางคัน “คุณเลนเนลจะโกรธ จะเกลียดฉันก็ได้ แต่อย่าโทษตัวเองเลยนะคะ”

เป็นครั้งแรกที่เลนเนลตอบสนองโดยการเงยหน้าขึ้นมามอง แล้วเริ่มหลุดออกจากฝันร้ายที่หลอกหลอนเมื่อสัมผัสได้ว่าเป็นหล่อนที่อยู่ตรงหน้า

“เพราะงั้น อย่าขอโทษเลยนะคะ”
 

“สึบากิ”

ทั้งๆที่เราไม่ได้เป็นอะไรกัน

ทำไมเธอถึงกลับมา ทำไมเธอถึงใจดีด้วย

ทั้งๆที่ไม่ควรรักเธอแท้ๆ

แต่ก็รัก

“งั้นก็กอดฉันทีได้ไหม?”

AU siren tsubakilennel

หากเกิดว่าเจ้า โศกา โศกเศร้า

พบหนึ่งดวงวิญญาณ์      ร่ำไห้

หากเป็นเช่นนั้นจงมา     เถิดท่าน

เป็นหนึ่งเสียงเคียงไข้     หนึ่งไว้ ปลอบโยน

สึบากิชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงเพลงที่ลอยมาตามลม

ท่ามกลางคลื่นทะเลที่ทำให้เรือโคลงอย่างบ้าคลั่ง หล่อนเกือบคิดว่าตัวเองฝันกลางวันเสียด้วยซ้ำไป เธอค่อยๆเดินไปตามเสียนั้นโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ สองขาพาก้าวผ่านโซนต่างๆของเรือที่ไม่คุ้นตาจนไปหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่แกะสลักตรงโถงกลาง

ความใคร่รู้นั่นฆ่าแมวได้ และสึบากิรู้ดีว่าเธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต่อกรกับปัญหาได้เลยถ้าหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบนเรือ แต่เสียงหวานๆดึงดูดเธอเอาไว้ สองแขนผลักบานประตูเข้าไปโดยที่สมองโล่งไปชั่วขณะ

ไฟจากด้านนอกเล็ดลอดช่องประตูมาพาดผ่าน กระทบกับแท็งค์น้ำขนาดใหญ่และอะไรบางอย่างที่ขยับเขยื้อนอยู่ภายในนั้น เกล็ดปลาส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว และสิ่งถัดมาที่สึบากิได้เห็นคือดวงตาสีแดงจัดที่ส่งประกายราวกับอัญมณี ซึ่งตรึงหล่อนเอาไว้กับที่ได้ราวกับเวทมนต์

ไซเรน– สึบากิไม่เคยเห็นตัวจริงหรอก แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นไซเรน

“ไสหัวออกไป” เขาพูดอย่างเกรี้ยวกราจ “อย่างพวกแกน่ะ ไสหัวออกไปให้หมด!”

หล่อนกระพริบตาปริบๆ เอียงคอ แล้วก็คิดขึ้นได้ว่าทำไมกัปตันถึงได้มั่นใจนักว่าพวกเขาจะจับไซเรนกลับมาได้ –กัปตันมีไซเรนอยู่บนเรือ เสียงของพวกไซเรนจะดึงดูดด้วยกันเอง กัปตันคงจะคิดใช้เสียงเพลงของไซเรนเป็นเหยื่อล่อเข้ามา

“คุณเป็นคนร้องเพลงเมื่อครู่นี่?” เธอว่า ไม่เหมือนเป็นคำถามขณะที่เดินเข้าไปไกล้ แล้วร้องเพลงตามที่จำได้ “คุณบอกให้ฉันมาไม่ใช่เหรอ?”

หากเกิดว่าเจ้า              โศกา โศกเศร้า

พบหนึ่งดวงวิญญาณ์      ร่ำไห้

เธอวางมือลงบนกระจก ไซเรนตนนั้นก้มลงมองด้วยสายตาไม่เข้าใจนัก

หากเป็นเช่นนั้นจงมา     เถิดท่าน

เป็นหนึ่งเสียงเคียงไข้     หนึ่งไว้ ปลอบโยน

“แกดูไม่เหมือนคนร้องให้เลยด้วยซ้ำ!” เขาส่งเสียงขึ้นจมูก

“แล้วหยุดร้องเถอะ เธอร้องเพี้ยนไปหมดแล้ว!”

สึบากิหัวเราะ เป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้หัวเราะออกมา แต่ถึงอย่างนั้นรอยยิ้มก็ส่งไปไม่ถึงดวงตา และเลนเนลสังเกตเห็นมัน รวมไปถึงรอยแผลเป็นบนผิวตามมือและแขนที่โผล่พ้นเสื้อออกมา

“ก็ฉันไม่ใช่ไซเรนนี่”

“ถ้าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ก็เอาอาหารมาให้ยังดีซะกว่า” ฝ่ายไซเรนบนอุบอิบแล้วกอดอก พอเห็นว่าเธอแค่กวนประสาทเขาเท่านั้นก็ยอมทรุดตัวลงนั่งกอดหางอยู่ด้านล่างตู้ ไม่ได้หวาดระแวงเหมือนก่อนหน้าเมื่อรู้ว่าเธอไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าพูดคุยให้รำคาญเพียงแค่นั้น

“ครั้งนี้ฉันไม่ได้เตรียมมาด้วย” เธอแบมือให้เห็น

“ไว้ครั้งหน้าฉันจะแอบขโมยมาให้นะคะ”

น้ำเสียงทำให้เขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

คะ?

“เธอ……เป็น–” สึบากิยกนิ้วขึ้นมาแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบที่เขาจะได้พูดออกไป

“นั่นเป็นความลับระหว่างเรานะ ถือว่าแลกกับอาหารก็แล้วกัน”

ฝ่ายไซเรนเลยไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่หรี่ตาลงมอง เขารู้มากพอว่าพวกมนุษย์นั้นนับถือเทพแห่งท้องทะเล ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะทำให้เทพโกรธเกรี้ยวอย่างโง่เง่าโดยการพาผู้หญิงออกเรือมาด้วย แต่ถึงอย่างนั้น

หล่อนเผยรอยยิ้มออกมา

“ฉันต้องไปแล้ว” เธอว่า “แล้วจะเอาอาหารมาให้นะ”

เขาถอนหายใจออกมา ไม่ได้พูดตอบแต่เพียงแค่มองตามแผ่นหลังนั่นอย่างเงียบเชียบเพียงเท่านั้น

หล่อนไม่ได้ปิดไฟให้ ซึ่งอันที่จริงเลนเนลกลับรู้สึกขอบคุณเสียด้วยซ้ำ อย่างน้อยห้องนี่ก็ไม่มืดหม่นเหมือนเดิมแล้ว

พอเขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าแล้วจึงเริ่มร้องเพลงขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ลดเสียงลงจนแทบเหมือนกับกระซิบกับตัวเอง

หากเกิดว่าเจ้า             โศกา โศกเศร้า

ไซร้ไม่เอ่ยวาจา            ร่ำไห้

ใยมีไม่น้ำตา               ทนสิ่ง ทุกข์ใด

จงเอ่ยกล่าวเอื้อน         เพื่อข้า ได้ฟัง

เที่ยงวันถัดมาสึบากิที่จริงๆก่อนหน้านี้อยู่เวรดึกก็ขุดตัวเองขึ้นมาจากเตียงจนได้ เพื่อนร่วมห้องสะลึมสะลือขึ้นมามองเธอด้วยความงุนงง ในขณะที่เธอหายไปเปลี่ยนชุดแล้วตรงไปยังห้องครัวอย่างคล่องแคล่วว่องไว

เธอเคยอยู่ในสลัมมาก่อน การมือไวขโมยของเล็กๆน้อยนั่นง่ายมากและแทบจะเป็นทักษะติดตัวไปแล้ว เธอเพียงแค่เดินผ่านเลยไปและของก็หายโดยที่ไม่มีใครทันรู้ตัว พวกแม่ครัวได้แต่ยืนมองหน้ากันอย่างงุนงง ในขณะที่สึบากิหนีออกมาจนถึงหน้าประตูบานใหญ่นั่นเรียบร้อยแล้ว

เธอผลักประตูเข้าไป แสงที่เล็ดลอดออกมาทำให้เลนเนลขยับตัว สึบากิเปิดไฟแล้วก็ก้าวเข้าไปใกล้แท็งค์ ปืนขั้นบันใดจนเจอบานประตูเล็กๆที่ถูกปิดลงกลอนจากด้านบน พอเปิดออกก็พบกับผืนน้ำ และคุณไซเรนที่เงยหน้ามองขึ้นมาจากด้านใน

“หวังว่าคุณจะชอบปลานี่นะ” เธอยื่นลงให้ เขายื่นมือขึ้นมารับ เลนเนลไม่คิดว่าหล่อนจะขโมยอาหารมาให้จริงๆ

“แกนี่มัน…”

เสียงหัวเราะของหล่อนดังก้องกังวาน ก่อนที่หล่อนจะหันหน้ากลับมา เลนเนลเพิ่งสังเกตเห็นดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นไร้แววของวิญญาณในตอนที่หล่อนทาบมือลงกับกระจกอีกฝั่ง ราวกับพวกเขาจะประสานมือกันได้

“ซักวัน –ซักวันฉันจะช่วยคุณออกไปเองนะ”

“อย่าสัญญาอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้สิวะ”

หล่อนหัวเราะอีก และทำให้เลนเนลพ่นลมอย่างอ่อนใจ

“แกเป็นมนุษย์ที่แปลกที่สุดที่ฉันเคยเจอ”

“ทำไมล่ะคะ?”

“ไม่มีใครอยากจะช่วยไซเรนกันหรอก ไม่มีทางเลย นอกเสียจากจะโดนมนต์สะกดของไซเรน”

เพราะราคาค่าตัวขายในตลาดมืดได้สูงมาก แค่จับไซเรนได้สักตัวจะเรียกว่ามีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตเลยก็ยังได้ แม้กระทั่งเลือดก็ยังได้ราคาดี บางคนก็เอาเกล็ดไปทำเป็นเครื่องราง ไม่มีมนุษย์คนไหนจะอยากช่วยปลดปล่อยไซเรนไปเสียหรอก

แต่ถึงอย่างนั้นเธอตรงหน้ากลับมองมาด้วยสายตาแน่วแน่ว่าไม่ได้พูดเล่นไป

“แต่ฉันจะช่วยคุณ” เธอย้ำ ไม่ได้พูดออกไปว่าทำไม

เพราะเธอรู้ดีว่าการถูกกักขังนั้นมันทรมาน การที่ไม่มีอิสระภาพแม้กระทั่งจะฝันเฟื่องนั่นมันเจียนตาย เด็กในสลัมอย่างเธอรู้ดี เธอดิ้นรนจนมาอยู่บนเรือนี่เพื่อหลีกหนีลูกกรงที่เป็นเกาะเล็กๆบ้านเกิดของเธอเอง

เลนเนลเพียงแค่มองเธอ แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก จนกระทั่งสึบากิลุกขึ้นยืน

“หมดเวลาของฉันแล้ว” เธอพูด ทำท่าจะเดินไปปิดไฟ แต่เลนเนลส่งเสียงร้องห้ามเสียก่อน

“เปิดไว้อย่างนั้นแหละ”

เธอทำตามอย่างว่าง่าย โน้มหัวให้บอกลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินลับหายไปหลังบานประตู

ครั้งที่สามที่เธอมาเยี่ยม เลนเนลนับเอาว่าเป็นวันที่สามหลังจากที่พบกันเพราะเดาเอาว่าเธอมาพบเขาวันละครั้ง

พอชีวิตประจำวันมีแต่นอนเล่นไปมาในตู้ปลาขนาดใหญ่เขาจึงกลับกลายเป็นว่ารอคอยช่วยเวลาที่เธอจะมาโดยที่ไม่ทันได้รู้ตัวเสียแล้ว

“วันนี้เป็นปลาเทราส์” เธอว่า “ช่วงนี้เราจับปลาเทราส์ได้เสียส่วนใหญ่”

พอเธอกำลังจะหย่อนปลาลงมาจากประตูบ้านบนก็ชะงักไปเมื่อเห็นรอยแดงพาดทับไปตามแขนขาว เหมือนไม้เรียว

“..ใคร…” สายตาของหล่อนจับจ้องอย่างโกรธเกรี้ยว “ใครทำคุณอย่างนั้น”

“กัปตัน? ไม่รู้สิ ผู้ชายคนหนึ่งมักจะเข้ามาแล้วบังคับให้ฉันบอกทิศบ้าง หรือร้องเพลงบ้าง”

สึบากิเม้มปากเข้าหากันแน่น

“อย่าบอกนะว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนน้ำในแท็งค์นี่ แต่ระบายน้ำออกเพื่อให้คุณหายใจไม่ออกต่างหาก?”

เลนเนลกระพริบตาประหลาดใจที่หล่อนสังเกตเห็น แต่ก็พยักหน้าลง

“ถึงอย่างนั้นฉันไม่ตายหรอก เขาจะไม่ฆ่าฉันจนกว่าจะจับไซเรนตนอื่นได้”

นั่นเป็นความจริงที่โหดร้าย

เพราะสึบากิรู้ดีว่ามันไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ถูกทรมานจนกว่าจะถึงวันนั้น

ครั้งถัดมาที่มาหา สึบากิได้เห็นภาพนั้นเข้าอย่างจัง

เลนเนลนอนอยู่บนพื้นกลางตู้ปลาที่แห้งผาก เขากุมลำคอและหน้าอกอย่างทรมานเมื่อไม่สามารถหายใจได้ เธอกระโจนเข้าไปด้านหลัง หมุนก็อกน้ำให้เขาอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ฝ่ายไซเรนพอเริ่มรู้สึกถึงน้ำก็พยายามขยับ สึบากิเห็นอย่างนั้นก็ปีนลงไปจนประตูเล็กด้านบน หย่อนตัวลงไปช่วยขยับตัวเขาเข้าหาน้ำที่กำลังไหลจากด้านข้างตู้อย่างระมัดระวัง

“แก..” เลนเนลเพิ่งได้สติและเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเธอเป็นอย่างแรก

ในขณะที่ระดับน้ำค่อยๆสูงขึ้น เธอสวมกอดเขาไว้จนกระทั่งร่างของพวกเขาถูกจมลงไปในน้ำจนมิด

“เห้ย ออกไปได้แล้ว” เลนเนลไล่เมื่อเห็นเธอกั้นหายใจอยู่ใต้น้ำ แต่หล่อนสายหน้า สองมือประคองใบหน้าของเขาใกล้ๆแล้วก็ยิ้มหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เป็นอะไรแล้ว จนเลนเนลชะงักไป

หากเกิดว่าเจ้า          โศกา โศกเศร้า

จงร่ำให้เถิดหนา        ร่ำร้อง

ให้เจ้าส่งเสียงว่า        ทนสิ่ง ทุกข์ใด

ข้าไคร่อยู่ข้างค้อง      ไม่ทิ้ง ฤาหาย

“ทำไมแกหายไปตอนพักเที่ยง?” กะลาสีคนหนึ่งถาม เมื่อเห็นหล่อนเก็บถาดอาหารอย่างรวดเร็วแล้วทำท่าจะลุกขึ้นไปอีก แต่สึบากิเพียงแค่ยิ้มกลบเกลื่อน แล้วเดินหายไปเสียอย่างนั้น

“อะไรของมันวะ” กะลาสีอีกคนเดินมาพูด แล้วมองอย่างไม่ไว้วางใจ

“เธอเองสินะที่มาที่นี่บ่อยๆ” สึบากิชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงพูดจากหลังบานประตู เธอหันหลังไปมองและพบกับรองกัปตันยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เป็นลางร้าย

“โดนมนต์ของไซเรนเข้าซะแล้วหรือ แต่ก็เป็นกะลาสีใหม่นี่นะ”

 เธอได้ยินเสียงตึงตังและเห็นเลนเนลพยายามจะเคาะกระจกจากหางตา ตะโกนออกมา “เธอไม่เกี่ยวนะ”

แต่สึบากิกลับเอียงคออย่างท้าทาย ถ้ามาถึงขั้นนี้ เธอไม่มีอะไรให้เสียแล้ว

“ไม่หรอก ฉันยังไม่ได้โดนมนต์” รองกัปตันมองด้วยความไม่เชื่อ จนหล่อนเปิดแขนเสื้อให้ดูแต่เขาก็ยังคงไม่พอใจ

“ถอดเสื้อสิ”

หล่อนชะงักไปฉับพลัน

แต่ทว่ามีคนเดินเข้ามาเพิ่ม และเธอรู้ดีว่ายังไงก็คงโดนบังคับอยู่ดีถึงได้ค่อยๆปลดกระดุม ปล่อยเสื้อให้ไหลลงจากไหล่ลาด เผยให้เห็นผ้าพันหน้าอกและเอวคอดอย่างหญิงสาวจนทั้งห้องเงียบไป

รองกัปตันโกรธเกรี้ยวจนหน้าแดง

“แก!! แก!!!”

แต่สึบากิไวกว่า เธอพุ่งเข้าไปหาเขาคว้าปืนพกทีเหน็บข้างเอวแล้วหันไปยิงตู้ปลาจนแตก แรงดันน้ำทำให้เลนเนลพุ่งออกมากองบนพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว สภาพที่เปลี่ยนไปฉับพลันทำให้เขาสำลัก ในขณะที่เห็นคนมาใหม่ยกปืนขึ้นจ่อไปทางสึบากิที่มีสีหน้าราวกับบ้าคลั่งไป

“หนีไป!”

เธอพูด แล้วเหนี่ยวไก ในขณะที่เลนเนลพยายามยันตัวขึ้นมา เสียงปืนดังลั่นในโสตประสาท สิ่งถัดมาที่เขารับรู้คือเธอล้มลงกับเลือดที่สาดกระเซ็น

กองเลือดค่อยๆไหลย้อยไปตามพื้น สัมผัสเข้าที่มือเขา เป็นครั้งแรกที่เลนเนลร้องไห้ออกมา คริสตัลร่วงหล่นจากดวงตาเขาแทนน้ำตา

เลนเนลไม่ได้ยินเสียงตัวเองด้วยซ้ำในขณะที่เขาค่อยๆโอบกอดร่างของเธอเอาไว้แล้วร้องเพลง

หากเกิดว่าข้า           โศกา โศกเศร้า

หากร่่ำให้ถวิลหา       เช่นเจ้า

แล้วไซร้จึ่งเบือนหน้า   หายห่าง ใยเล่า

ข้าไคร่ข้างเคียงเศร้า    แต่เจ้า กลับไม่

เขากอดร่างไร้วิญญาณนั่นแล้วกรีดร้อง คลื่นทะเลบ้าคลั่งจนเรือโคลงราวกับกำลังตอบรับคำอธิษฐาน เลนเนลคว้าร่างเธอเอาไว้แน่น ก่อนที่พวกเขาจะถูกซัดลงทะเลที่กลืนกินไปพวกเขาไปพร้อมกัน

เลือดของเธอละลายให้มหาสมุทรแถวนั้นกลายเป็นสีแดงฉาน ในขณะที่เลนเนลสวมกอดเอาไว้ ร้องเพลงราวกับว่ามันจะช่วยปลุกให้หล่อนฝื้นขึ้นมาจากความตายได้ แต่เปล่าเลย

เสียงเพลงนั้นสะท้อนอยู่ใต้ทะเลอ้างว้าง ที่มีเพียงเขากับซากศพเพียงเท่านั้น

หาก เกิดว่าข้า       โศกา โศกเศร้า

เจ้า เล่าร่ำน้ำตา     หรือบ้าง

ตาย จากหนึ่งอ้าง   ว้างหน่าย 

ไป ไล่หนีหายหน้า   ทอดทิ้ง เดียวดาย 

ข้า วิงวอนร่ำร้อง          ภาวนา แก่เจ้า

อยู่  หนึ่งเคียงข้าง         ไม่สิ้น

เช่น คำหวานแอบอ้าง    กล่าวว่า  

ไร ไม่เป็นอย่างลิ้น         ปดโป้ หลอกลวง

FANFIC good omens : once apon a time


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เทวฑูตตนนั้นร่วงหล่นจากสวรรค์
โคร์วเลย์ยังคงจำความเจ็บปวดได้ทุกระเบียดนิ้วบนร่างกาย, จำภาพปีกที่เขาภูมิใจนักหนานั้นกลายเป็นสีดำได้ดี
วินาทีที่โลกของเขาพังทลายลง โครว์เลย์หวังให้เขามอดไหม้แล้วไม่ต้องฟื้นขึ้นมาอีกเลย

อซิราเฟลยิ้มหวานระหว่างชงชา แสงแดดจากนอกหน้าต่างในครัวกระทบกับเขาทำให้ทุกอย่างดูเปล่งประกาย
อาจเป็นปาฏิหาริย์ของนางฟ้าหรืออะไรก็ตาม โครว์เลย์มองภาพนั้นแล้วคิดว่ามันเกินเอื้อมสิ้นดี
ถ้า—เขาแค่คิดตามประสาปีศาจ— ถ้าเกิดว่าอซิราเฟลตกสวรรค์ขึ้นมา มันจะเป็นอย่างไร?

“นายอยากใส่น้ำตาลหรือน้ำผึ้งในชาล่ะ?” ทูตสวรรค์หันมาถามโดยที่รอยยิ้มยังคงไม่หายไป เปล่งประกาย สว่างจ้า โครว์เลย์นึกภาพรอยยิ้มนั้นหายไปไม่ได้ ราวกับว่ามันเป็นพระอาทิตย์หรืออะไรก็ตามที่ไม่มีวันจางหาย
ราวกับว่ารอยยิ้มนั้นเป็นตัวตนของอซิราเฟล, เป็นอะไรที่แยกจากกันไม่ได้
อซิราเฟลเอียงคอเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบเขาเสียที
“โครว์เลย์?”ปีศาจหนุ่มถอนหายใจ แล้วเลื่อนสายตามามองในที่สุด
“อะไรก็ได้ทั้งนั้น”
“นายเหม่ออะไรงั้นหรือ?”
“แค่— คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”
ความเงียบโรยตัวชั่วครู่ อซิราเฟลเหมือนรู้ทัน ทั้งๆที่ความจริงแล้วไม่ว่าจะปีศาจหรือทูตสวรรค์ล้วนไม่สามารถอ่านใจได้อย่างที่ใครๆต่างเข้าใจกันผิดไป
“สักวันนายอาจได้กลับไป”
“กลับไป?” โครว์เลย์ทวนคำเสียงสูง
“ใช่ บนนั้น” อซิราเฟลชี้ไปด้านบน ทำให้ปีศาจหนุ่มกรอกตา
“นั่นไม่ใช่ที่ของฉันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
อซิราเฟลทำตัวไม่ถูกกับคำตอบนั้น โครว์เลย์มองสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้วหัวเราะในลำคอ
“นายล่ะ? ไม่สนใจจะไปบ้างเหรอ?”
“ที่ไหนล่ะ?”
“ข้างล่างนั่น”
“โอ้– ไม่ มันคงไม่ดี” อซิราเฟลระล่ำระลัก “ฉันไม่ได้จะประณามที่ๆนายมาหรอกนะ –เปล่าหรอก– หมายถึง ฉันเป็นทูตสวรรค์ใช่ไหมล่ะ? หากมีใครรู้เข้าคงไม่ดี”
“อย่างแรกเลยคือฉันพูดเล่น” โครว์เลย์พ่นลมหายใจกับความจริงจังของอีกฝ่าย “แล้วอีกอย่างคือ แม้กระทั่งฉันเองก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นที่ๆดี เชื่อเถอะ แม้กระทั่งปีศาจด้วยกันเองมันก็ยังเป็นสถานที่ที่น่ารำคาญ”

ความเงียบโรยตัวอีกครั้ง แต่คราวนี้น่าอึดอัดกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
โครว์เลย์ก้มหน้าลงมองอซิราเฟลเหนือแว่น ทำให้พวกเขาสบตากันไม่ว่านั่นจะเป็นความจงใจหรือไม่ก็ตาม
วูบหนึ่งที่ประโยคนั้นหลุดปาก อซิราเฟลเห็นรอยร้าวที่ปิดไม่มิด.

“นายยังเจ็บปวดกับเรื่องนั้นอยู่อีกหรือ?”
คำถามฟังดูเป็นห่วงเป็นใยมากกว่าจะอยากรู้อยากเห็น
ส่วนปีศาจไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเบือนหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่าง มองกองหนังสือ
มองอะไรก็ไม่ที่ไม่ใช่สายตาของอซิราเฟลที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย
“กลับไปชงชาของนายซะเถอะ”.

ต่อให้ผ่านไปอีกซักพักปีโครว์เลย์คิดว่าเขายังคงจำความเจ็บปวดได้ดี
กาลครั้งนั้นที่ทุกอย่างพังลงในพริบตา, เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สลักลึกลงในใจเสียจนลืมไม่ลง.

“ขอโทษ” อซิราเฟลพูดพร้อมยื่นแก้วชามาให้ “ฉันไม่น่าถามคำถามนั้นออกไปเลย”
“ใช่ มันเป็นความผิดนายทั้งนั้นล่ะ” ปีศาจหนุ่มวางมาดขู่ฟ่อกลับไป แต่ก็รับแก้วชามาจิบแต่โดยดี
“นายใส่อะไรลงไปในชา?”
“หืม?”
“มัน… รู้สึกแปลก”
อซิราเฟลหัวเราะออกมา
“ปาฎิหาริย์เล็กๆน้อยๆน่ะ”
“ปกติแล้วมันจะช่วยให้หายเจ็บปวด ฉันไม่รู้ว่ามันจะช่วยนายได้หรือเปล่าแต่..”
“มันช่วย” โครว์เลย์ตัดบทอีกฝ่ายแล้วจิบชาอีกให้เห็นต่อหน้า จะว่าพูดจริงก็ไม่ใช่ จะกว่าโกหกก็ไม่เชิง โครว์เลย์คิดว่าชานั้นมันไม่ช่วยอะไรหรอก แต่เป็นตัวอซิราเฟลที่อยู่ตรงนั้นต่างหากที่ทำให้มันหาย
เขาเหลือบมองรอยยิ้มเด็กน้อยแบบนั้นแล้วก็คิดว่าถ้าคงอยู่ตลอดหาลก็คงดี

กาลครั้งนี้ทูตสวรรค์ผู้ร่วงหล่นยังคงมีบาดแผล  แต่ความเจ็บปวดนั้นถูกปัดเป่าโดยทูตสวรรค์ผู้อารีย์

Fanfic BSD : alterverse (dachuu)

Alterverse ค่ะ


ถ้าหากว่าเป็นชีวิตที่ไร้ค่าขนาดนั้น
ยอมตายไปจะไม่สมเกียรติ์กว่าหรอกหรือ?

ปืนถูกจ่อเข้าที่ขมับ, นี่ไม่ใช่ความตายอย่างที่เขาจินตนาการไว้

ดาไซเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวง และแน่นอนว่าเขาจำนักฆ่ารับจ้างที่มีชื่อเสียงในโลกใต้ดินอย่าง โอดะ ซาคุโนะสุเกะ ได้อยู่แล้ว
“ถึงจะอยากตายก็เถอะ แต่ฉันไม่ได้อยากถูกยิงตายหรอกนะ”
“ยังไงก็จะตายอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?”
โอดะซาคุตอบกลับ หรี่ตาลงมองอีกฝ่ายที่แสดงท่าทางลังเเลออกมาด้วยความสมเพชสิ้นดี
“นั่นสิ นั่นสิ” คราวนี้ดาไซเหมือนพูดกับตัวเองเสียมากกว่า “แต่ที่เจ็บปวดก็ไม่เอาหรอกนะ ที่น่ากลัวก็ไม่ชอบเหมือนกัน”

“ฉันให้นายมากกว่าที่นายจะได้จากการฆ่าฉันอีกนะ”
ผู้บริหารหนุ่มแห่งพอร์ตมาเฟียเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการต่อรอง
ดวงตาคู่นั้นสบกับเขา, มันขุ่นมัวเกินกว่าเด็กอายุสิบห้าทั่วไป แต่รอยยิ้มนั้นกว้างสมกับอายุ
“ถ้าฉันตายไป– สถานการณ์จะยิ่งแย่ไปกว่านี้อีกนะ”

โอดะซาคุไม่ได้คิดถึงอนาคตที่ไกลขนาดนั้น
“ฉันแค่ทำตามหน้าที่”
“และฉันก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ” ดาไซเอื้อมมือเข้ามาจับเขา และโอดะซาคุก็ได้เข้าใจว่าทำไม

สูญสิ้นความเป็นคน เป็นพลังที่มีเป็นประโยชน์จนน่ากลัว. ถ้าเกิดว่าเพิ่มพลังให้ใครอย่างไร้เงื่อนไขแล้วยิ่งเสริมให้ใครก็ตามที่ได้ตัวดาไซ โอซามุไปแข็งแกร่งจนประเมินไม่ได้
แม่แต่ตัวเขาเอง

โอดะซาคุกระโดดถอยหลังเมื่อเข้าเห็นภาพอนาคตที่กำลังจะเกิด ดาไซที่พอรู้เรื่องเลยหันไปมองที่ประตูพร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้า

นากาฮาระ ชูยะ พังประตูเข้ามาด้วยสีหน้าหงุดหงิด
ตามแก้มและลำคอไล่ไปจนถึงแขนปรากฏรอยบางอย่างพาดทับและกลืนกินตัวเขา
“ดาไซ ไม่เป็นอะไรนะ?” เจ้าของชื่อพยักหน้า แล้วเดินลงมาจากเตียงเพื่อไปหลบหลังชูยะด้วยความยินดี

ทำเอานักฆ่าตีหน้ายุ่ง. เขาไม่น่าชักช้าที่จะฆ่าดาไซเลยสักวินาทีเดียว ลำพังตัวดาไซไม่ได้ลำบากที่จะสู้ แต่ถ้ามีนากาฮาระ ชูยะ แล้วไม่ว่าใครก็หยุดไม่ได้ทั้งนั้น.

โอดะซาคุยอมลดปืนลงจนได้ แต่ชูยะยังคงไม่ปลดมลทิน

“ฉันจะไว้ชีวิตดาไซโอซามุ แต่แน่นอนว่าต้องมีข้อเเลกเปลี่ยน”
“แล้วเราจะไว้ใจพวกนักฆ่าได้ยังไง?”
“แล้วฉันจะไว้ใจพวกมาเฟียได้ยังไง?”
“ข้อเเลกเปลี่ยนอะไรล่ะ?” ดาไซแทรกขึ้นมา โดยที่กอดแขนข้างหนึ่งของชูยะเอาไว้ “ใช้ประโยชน์ฉันงั้นเหรอ?”

โอดะซาคุขยับยิ้ม แล้วไม่ได้ตอบอะไร ก่อนที่เขาจะหายไปโดยที่ผู้บริหารของพอร์ตมาเฟียทั้งสองคนเพียงแค่ยืนมอง

FANFIC BSD : Four season of our life (ODAZAI)

Odasaku X Fem!Dazai


วันพรุ่งนี้อาจตายก็ได้. ดาไซไม่ได้ให้ค่ากับคำว่าชีวิตของตนเองนัก
แต่เมื่อโอดะซาคุบอกว่า มีชีวิตอยู่ต่อเถอะนะ
เธอคิดว่ามันก็ไม่เสียหายอะไรที่จะรอคอยท้องฟ้าวันพรุ่งนี้อีกวัน

ฤดูร้อนตอนนั้นดาไซอายุแค่สิบสี่ เพิ่งเป็นผู้บริหารของพอร์ตมาเฟีย หล่อนคิดว่าตนเองกร้านโลกมามาก แต่คนอย่างโอดะซาคุไม่ใช่ประเภทที่เธอเคยเจอ.
ดาไซกระพริบตา มองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วหันไปมองบอสด้วยความไม่เข้าใจ
“คนคุ้มกัน?” หล่อนถาม ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยท่าทีที่ดูไม่พอใจนัก “เกะกะเสียเปล่าๆ”
“มีไว้ก็ไม่เสียหายนี่นา จริงไหมดาไซจัง? โอดะคุงเขามีฝีมือนะ รับรองว่าไม่เกะกะเธอหรอก”
เด็กสาวหันกลับมามองเขา ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นตวัดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมินแล้วถอนหายใจ
อย่างน้อยก็ดูไม่น่ารำคาญดี
ดาไซไม่ได้คิดว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างพวกเขา.

.

ฤดูใบไม้ร่วงปีถัดมา ดาไซได้แผลมาเพิ่มอย่างจงใจ
“สมเพชฉันงั้นเหรอ?” ดาไซจับสายตาอีกฝ่ายได้ ถามขึ้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่าสิ้นดี ระหว่างที่ยกแขนโชว์ให้เห็นรอยแผลชัดๆ
โอดะซาคุมองตอบแล้วก็ส่ายหน้า
“แค่เสียดาย เด็กอย่างเธอควรจะมีช่วงเวลาวัยรุ่นที่ดีกว่านี้แท้ๆ”
หล่อนชะงัก จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่มีคนมองเธอเป็นเด็กสาวน่ะมันเมื่อไหร่
แม้กระทั่งกับบอสก็ยังเห็นเป็นแค่ ของเล่น อยู่เลยแท้ๆ
“ฉันก็เด็กกว่านายไม่กี่ปีหรอก”
โอดะซาคุพยักหน้ารับ ไม่ได้เถียงอะไรอีกก่อนที่จะยื่นมือออกมา “มาสิ เดี๋ยวทำแผลให้”
ดาไซไม่เคยเข้าใจอะไรในตัวอีกฝ่ายอยู่แล้ว วันนั้นหล่อนมองเขาแล้วยอมแพ้ที่จะเข้าใจ
รอยยิ้มที่ไม่เคยมีผุดขึ้นบนใบหน้าเป็นครั้งแรก ระหว่างที่ยื่นแขนไปให้เขา
“ขอบคุณ”

.

เป็นคนแรกที่มองเห็น เป็นคนแรกที่ยื่นมือมา
เป็นคนที่ถามว่าเหนื่อยหรือเปล่าท่ามกลางคนที่คาดหวังว่าต้องทำให้ได้
เพราะโอดะซาคุเป็นคนอ่อนโยนแบบนั้น
“นี่โอดะซาคุ ถ้าว่าหนึ่งฉันตายไปล่ะก็” ดาไซยื่นมือไปหาเขา “โอดะซาคุจะเสียใจไหมนะ”
“ฉันอยากให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ”
ดาไซหัวเราะ สว่างไสวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“นั่นเป็นคำสั่งงั้นเหรอ?”
“ฉันคงไม่มีสิทธิ์ไปสั่งเธอหรอก” โอดะซาคุเว้นวรรค แล้วมองหล่อนอย่างตรงไปตรงมา เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าดาไซดูโตกว่าครั้งแรกที่เจอกันมาก จากเด็กสาวคนนั้นกลายเป็นสาวสวยสะพรั่ง “นั่น– เป็นคำขอร้องน่ะ”
“ถ้าโอดะซาคุอยู่กับฉันด้วย ฉันก็จะมีชีวิตต่อไปนะ”
นั่นเป็นคำสัญญา
ฤดูหนาวปีนั้นไม่หนาวอีกต่อไป

.

“ตอนนี้ฉันก็ยังมีชีวิตอยู่นะ แต่นายไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว”
“ไม่ยุติธรรมเลยใช่ไหม?”
“จะไม่ตอบกลับมาสักคำเลยจริงๆน่ะเหรอ? ใจร้ายเกินไปแล้วนะ”
“นี่ ฉันรักนายนะ”
ไม่มีคำตอบกลับมาทั้งนั้น ดาไซหยุดพูดในที่สุดแล้วนั่งพิงหลุมศพอย่างเงียบเชียบ
ฤดูใบไม้ผลิปีแรกที่ไม่มีโอดะซาคุ
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วคิดว่ามันยังคงเป็นสีฟ้าน่าเกลียดเหมือนทุกวัน

FANFIC BSD : Dazai osamu’s birth day

สุขสันต์วันเกิดดาไซย้อนหลังค่ะ แต่งด้วยความวูบเลยอาจสั้นๆมึนๆหน่อย
Pairing : OdasakuXDazai, DazaiXChuuya

คำเตือน : มีการกล่าวถึงการตาย การฆ่าตัวตายอยู่ค่ะ


หลุมศพของโอดะซาคุไม่เหมือนเดิม
ดาไซมองเห็นใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น เรือนผมสีส้มแดงที่โดดเด่นของอีกฝ่ายทำให้เขาหัวเราะออกมาทั้งๆที่ไม่มีอะไรตลกเลย
นากาฮาระ ชูยะ มนุษย์คนสุดท้ายที่เขาจะนึกถึงว่าจะเจอยืนอยู่ตรงนั้น

“มาทำอะไรเนี่ย ชูยะ” เขาถาม พลางเลื่อนสายตาไปมองดอกบ๊วยที่ถูกวางอยู่หน้าหลุมศพ แน่นอนว่าไม่ใช่ฝีมือดาไซ เขาไม่เคยจะหยิบดอกไม้ติดมือมาที่หลุมศพของโอดะซาคุสักครั้งอยู่แล้ว

เพราะการจากไปของเขาไม่ใช่เรื่องดี ดาไซจึงไม่เคยคิดจะไหว้หลุมศพหรือวางดอกไม้อย่างเป็นทางการ

.

“มาหาแกนั่นแหละ” ชูยะพูดเหมือนบ่น เสียงของเขาฟังดูไม่กระด้างเหมือนอย่างเคย “เป็นที่ที่ยังไงแกก็ต้องมาใช่ไหมล่ะ แต่ถ้าจะให้มาหลุมศพคนอื่นตัวเปล่าก็แปลกๆเลยถือดอกไม้ติดมือมาด้วยแค่นั้นแหละ”
“แล้วมีอะไรล่ะ?”
“เจ้โควโยวกับบอสฝากของมาให้ วันเกิดแกใช่ไหมล่ะ”
ถุงกระดาษในมือชูยะถูกยื่นมาให้ ดาไซรับมามองด้วยความมึนงง
“วันเกิดฉันเหรอ?”
“ไอ้บ้า นี่แกอย่าบอกนะว่าจำไม่ได้?”

ดาไซหัวเราะ เปล่งประกายมาก ชูยะที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นรอยยิ้มแบบนั้นสักครั้งในชีวิตชะงักไปวูบหนึ่ง

.

ไม่ ไม่ใช่หรอก  

มันเป็นแค่วันที่เขาคิดจะฆ่าตัวตายอีกวันหนึ่ง แล้วโมริซังก็บังเอิญเจอแค่นั้นเอง

รอยยิ้มของดาไซยังคงกว้างมาก เปล่งประกายมาก แต่ไปไม่ถึงตาโดยไม่มีใครเห็น.

วันเกิดเขาจริงๆน่ะจำไม่ได้หรอก ดาไซไม่ได้คิดจะจำอยู่แล้ว เขาเผาเอกสารข้อมูลไร้สาระพวกนั้นทิ้งไปตั้งแต่ได้จับ ไม่ได้สนใจจะแม้แต่เหลียวมองด้วยซ้ำ

“นั่นสินะ เป็นวันเกิดฉันนี่นา”
คนตัวสูงย้ำ รู้ความจริงดีอยู่แก่ใจ
ระหว่างเหลือบมองชูยะแล้วเผลอคิดว่าก็ดีเหมือนกัน.

มีคนใส่ใจ มีคนจำได้ก็ดีเหมือนกัน

เขานึกเสียดายที่ตัวเองเผาเอกสารนั้นฉับพลัน

“แล้วไม่มีของขวัญจากชูยะหรือไง?” ดาไซถามกลับ แกล้งหยอกล้อ ชูยะทำท่าจะโวยแต่สุดท้ายก็ถอนหายใจใส่
“ถ้าแกมีชีวิตอยู่ถึงปีหน้า ฉันอาจมีอะไรให้ก็ได้”
“ฉันไม่สัญญาหรอกนะ”
ชูยะไม่ได้แปลกใจกับคำตอบ เขาเลยถอนหายใจอีกครั้งแล้วพูดทิ้งท้ายก่อนที่จะหันหลังเดินออกไป

“โอดะอยากให้แกมีชีวิตอยู่ต่อไม่ใช่หรือไง?”

ดาไซที่เคยคิดว่าตนเองยืนอยู่คนเดียวบนโลก ต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น
ด้วยคำพูดนั้นทุกอย่างพังทลายและอีกฝากของกำแพงใหญ่นั้นเขาเห็นชูยะและโอดะซาคุยืนอยู่ตรงนั้น

ขอบคุณ
ดาไซพึมพำตอบกลับลับหลัง
สายลมพัดมากระซิบเป็นคำเดียวกัน เขาไม่รู้ว่านั่นมาจากโอดะซาคุหรือชูยะกันแน่.

ได้วิสกี้ออนเดอะร็อคซักแก้วที่บาร์ลูแปงก็คงดี.


แถม : วันเกิดดาไซสมัยอยู่พอร์ต มาเฟีย.

“เกลียดขนาดนั้นเลยเหรอ ตัวตนเธอแต่ก่อนน่ะ” โมริถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ ระหว่างมองกองไฟตรงหน้า สายตาเขาจดจ้องไปทางเอกสารพวกนั้นอย่างเสียดาย
ประวัติพวกนั้นใช่ว่าจะรวบรวมได้ง่ายๆเสียเมื่อไหร่ แต่พอยกให้ดาไซแล้วเด็กหนุ่มกลับคว้าไฟแช็กไปเผาเสียอย่างนั้น

“ก็ไม่ได้เกลียดหรอก” ดาไซตอบเสียงเรียบ มองกองไฟตรงหน้าด้วยสายตาพึงพอใจ “ผมน่ะ ไม่คิดจะสนใจเอกสารพวกนั้นหรอก แต่พอเห็นรายละเอียดแล้วมันก็อดหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้น่ะครับ”

“โอ้– แต่มันรวบรวมมาได้ยากมากเลยนะ ดาไซคุง”

“ถ้าว่างมากก็ไปอ่านเชลลิ่งให้จบเถอะครับ” เด็กหนุ่มถอนหายใจ หมุนตัวจะเดินออกจากตรงนั้นเมื่อเห็นไฟเริ่มมอดลง ในขณะที่โมริหัวเราะขำ เรียกรั้งเอาไว้
“นี่” เขาโยนกล่องขนาดพอฝ่ามือให้กับดาไซ “ถ้างั้นก็ถือว่าวันที่เธอเข้าพอร์ตมาเฟียเป็นวันเกิดเธอก็แล้วกัน ดีไหม ดาไซคุง? งั้นก็สุขสันต์วันเกิดนะ”

เหมือนที่ไม่ได้เกลียดอะไรเอกสารพวกนั้น
ดาไซเองก็ไม่ได้เกลียดของขวัญจากโมริซังเช่นกัน แต่เขาจำได้ว่าของขวัญชิ้นนั้นเขาโยนทิ้งไปในวันเดียวกันนั้นเอง


หมายเหตุ : – ความหมายของดอกบ๊วยในภาษาดอกไม้คือ ความงดงาม ความซื่อสัตย์ และหัวใจที่บริสุทธิ์ค่ะ เลยให้ชูยะวางดอกบ๊วยที่หลุมศะโอดะซาคุ
– เราว่าก่อนที่ดาไซจะกลายเป็นพวกคลั่งการฆ่าตัวตายอย่างที่เห็น ก็คงต้องมีประวัติดาร์กๆมาก่อนจนกลายเป็นอย่างนี้ล่ะค่ะ เพราะงั้นเลยให้ดาไซเผาเอกสารข้อมูลของตัวเองทิ้งไปค่ะ ซึ่งอันที่จริง ตัวตนของดาไซเราว่าดาไซคงไม่ยินดียินร้ายกับเอกสารพวกนั้นค่ะ แต่คงไม่คิดจะสนใจอยู่แล้วล่ะค่ะ แบบ “แบบ มีงั้นเหรอ อืม น่าเบื่อตายชักเอกสารพวกนั้นน่ะ ก็ฉันรู้หมดแล้วนี่นา”
– เครื่องดื่มที่ดาไซดื่มที่บาร์มันเหมือนวิสกี้ออนเดอะร็อคเลยเขียนให้เป็นวิสกี้ออนเดอะร็อคไปค่ะ ซึ่งถามว่าใช่ไหม ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ 5555

แปล : NAKAHARA CHUUYA bungou stray dog wiki

แปะลิงค์ต้นทาง : https://bungostraydogs.fandom.com/wiki/Chūya_Nakahara


นากาฮาระ ชูยะ เป็นสมาชิกของพอร์ตมาเฟีย และเคยเป็นคู่หูเก่าของดาไซภายใต้ฉายาคู่ทมิฬมาก่อน
เขาเป็นหนึ่งในห้าของผู้บริหารพอร์ตมาเฟีย


นากาฮาระ ชูยะ
AKA: อะราฮาบากิ(อดีต)
: ราชันย์แห่งแกะ (อดีต)
: คู่ทมิฬ (อดีต, ร่วมกับดาไซ โอซามุ)
: คุณหมวกแฟนซี (โดย เอนโดกาวะ รัมโป)
: ทาก (บนโทรศัพท์ของดาไซ)
: ผู้มีพลังพิเศษหมายเลข A5158 (โดยกระทรวงผู้มีพลังพิเศษ)


รูปลักษณ์ภายนอก

ชูยะค่อนข้างเตี้ย ร่างเล็ก แต่ก็มีกล้ามเนื้อ, เขามีดวงตาสีเทา และผมสีส้มสว่างที่ล้อมกรอบหน้าของเขาไว้ กับผมบางส่วนที่ยาวพาดไหล่ซ้าย
เขาใส่หมวกสีดำคาดแถบแดง และมีโซ่สีเงินบางๆห้องลงมาจากปีกหมวก

เครื่อแต่งกายของเขาประกอปด้วยเสื้อเชิ้ตขาวกระดุมหน้าภายใต้เสื้อกั๊กสีแดงเข้ม
และใส่โชคเกอร์ที่คอคล้ายกับปลอกคอสัตว์ เขาสวมใส่ bolo tie แบบริบบิ้นสีดำกับที่ติดคล้ายหัวเข็มขัดสีเงิน, เขาสวมสูทครึ่งตัวสีดำที่พับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก กางเกงแสลคสีดำ เข็มขัดดำที่ห้อยอยู่บริเวณสะโพกข้างขวา และรองเท้าส้นเตี้ยสีดำ
โดยส่วนมากแล้วจะเห็นเขาใส่ถุงมือสีดำอยู่เสมอ และชูยะมักจะใส่โค้ทยาวสีดำที่มีปกและซับในสีแดงสว่าง โดยใส่คลุมไหล่ไว้เหมือนผ้าคลุม


ลักษณะนิสัย

ดูภายนอก ชูยะดูจะเป็นคนฉุนเฉียว และค่อนข้างจะหยิิ่งยโส แถมยังทื่อตรงอีกด้วย เขาสนุกสนานกับการต่อสู้ และชอบที่จะแสดงฝีมือความสามารถในการต่อสู้ แถมยังภาคภูมิใจกับชื่อเสียงด้านการเป็นบุคคลที่เเข็งแกร่งที่สุดในการต่อสู้ระยะประชิดของพอร์ต มาเฟียอีกด้วย และด้วยความภาคภูมิใจก็เคยพูดเสียดสีคู่ต่อสู้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยไปถึงขั้นเยาะเย้ยอีกฝ่ายกลางการต่อสู้
และสมกับที่เป็นผู้บริหาร เขาไม่เคยลังเลในการจัดการกับศัตรูของ พอร์ต มาเฟีย ถ้าหากจำเป็น ซึ่งรวมไปถึงการฆ่าด้วย แต่วิธีของเขาไม่ได้ไปถึงขั้นฆาตกรรมแบบสมาชิกคนอื่นเช่น อาคุตาคาวะ ริวโนะสุเกะ หรือสมาชิกกิ้งก่าดำ

ถึงแม้ว่าชูยะจะดูเป็นพวกฉุนเฉียว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รับฟังเหตุผลใดๆเลย ในความเป็นจริง เขาค่อนข้างเป็นคนมีเหตุผลด้วยซ้ำถ้าไม่มีใครไปกระตุกต่อมเขา และถึงแม้ความสามารถจะทำให้เขาดูอันตราย เขาก็น่าไว้วางใจมากพอที่จะทำให้บอสโมริมอบหมายงานเผชิญหน้ากับสำนักงานนักสืบในระหว่างความขัดแย้งสามทางกับกิลด์
เขาอาจไม่ได้ลังเลที่จะตอบโต้ โยซาโนะ อากิโกะ กับ มายาซาวะ เคนจิ (ซึ่งจริงๆแล้วเขาถือว่าเป็นเกียรติ์ด้วยซ้ำหากว่าอีกฝ่ายสู้อย่างตั้งใจ)แต่เมื่อ ฟุคุซาวะ ยูคิจิ ชี้บอกเขาถึงข้อมูลเพิ่มเติม ชูยะก็ออกไปจากการต่อสู้โดยทันที และยังคงปรากฏว่าเขามีธาตุแท้ของมาเฟียอยู่บ้าง อย่างเช่นการที่ไม่รู้สึกผิดที่มาเฟียจงใจสร้างสถานการณ์อันตรายเพื่อดึง ทานิซากิ นาโอมิ กับ ฮิโรโกะ มาเป็นเหยื่อล่อ ที่จริงแล้วเขาค่อนข้างยินดีด้วยซ้ำ เมื่อรู้ว่านั่นจะทำให้สำนักงานนักสืบต้องโกรธจัดอย่างแน่นอน

อาจไร้ความปราณี แต่ชูยะก็ฆ่าแค่เท่าที่จำเป็น เขารู้ถึงความสำคัญของการประณีประณอมและการใช้เหตุผล เขาหยุดใช้ความรุนแรงได้เมื่อจำเป็น และฉลาดพอที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะพอ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีความขัดแย้งระหว่างเขากับ อาเธอร์ ริมโบลด์ (Arthur Rimbaud) ที่อาเธอร์ได้รับคำสั่งใส่มาฆ่าเขาตั้งแต่ก่อนที่ชูยะจะเข้าพอร์ตมาเฟียตอนอายุสิบห้า ชูยะตั้งใจจะฆ่าเขา แต่ก็รับฟังคำพูดสุดท้ายโดยไร้ความโกรธแค้นหรือการเยาะเย้ย ซึ่งอันที่จริงคำพูดสุดท้ายของริมโบลด์นั้นก็ส่งผลอย่างลึกๆสำหรับมุมมองของชูยะต่อชีวิตและตัวตนของเขา
ชูยะได้รับหมวกของริมโบลด์เป็นของขวัญตอนเข้าพอร์ตมาเฟีย และผลคือเขาดูแลหมวกนั่นเป็นอย่างดี 

หลังจากที่ดาไซ โอซามุ “การุณยฆาต” ศัตรูโดยการยิงซ้ำๆและหัวเราะเยาะไปยังศพ ชูยะบอกให้เขาหยุด และมองว่าการกระทำแบบนั้นของดาไซเป็นอะไรที่ไร้สาระ
และแม้ว่าเขาจะขัดค้องใจกับ ซาคาคุจิ อังโกะ ชูยะก็รู้ดีว่าเขาติดหนี้ผู้ชายคนนั้นเลยยอมที่จะหยุดความขัดค้องใจของตนเอง(ทั้งต่ออังโกะ และลูกน้องเขาเขา สึจิมุระ มิซึกิ)ไว้จนกว่าจะตอบแทนหนี้ได้สำเร็จ

จากที่ชูยะถือหน้าที่ปกป้องความเป็นอยู่ของพวกแกะจากศัตรู จึงสามารถเห็นได้ถึงความซื่อสัตย์และการถวายตัวต่อพอร์ตมาเฟียของเขา จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อความสำคัญอันดับหนึ่งของเขาคือความเป็นอยู่และความสำเร็จของพอร์ต มาเฟีย และจะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งเขาจากความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารของพอร์ตมาเฟียได้แม้ว่านั่นจะหมายถึงต้องฆ่าคนก็ตามที.
เขาเป็นพวกซื่อสัตย์อย่างรุนแรง ชูยะจะไม่ทนต่อการทรยศ และเขาดูแลลูกน้องในความดูแลค่อนข้างดีทีเดียว

ในอดีต ชูยะล้มลุกคลุกคลานอย่างหนักกับตัวตนและจุดยืนความเป็นมนุษย์ของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอราฮาบากิทำให้เขาตั้งคำถามว่าเขาเป็นมนุษย์มากน้อยแค่ไหนกัน และยิ่งแย่ไปอีกเมื่อเขาไม่รู้ความจริงว่าทำไมเขาถึงถูกปล่อยมาจากการครอบครองของรัฐบาลตั้งแต่แรก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาแข็งแกร่งแค่ไหน ผลจากการที่รู้ว่าตนเองเป็นดั่งเทพเจ้าทำให้เขาคิดว่าเขาไม่ต้องกังวลหรือกลัวในการต่อสู้ไหนๆ รู้ว่าตัวเองจะชนะโดยไร้รอยขีดข่วนอยู่เสมอ ทำให้เขาเชื่อ –ในหัว– ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ และไม่สามารถจะเข้าใจความรู้สึกลึกๆของมนุษย์ได้

เพื่อที่จะยั้งมือไว้ เขาก็เลยมักที่จะชอบใช้เท้าเตะมากกว่าที่จะใช้หมัดและไม่เคยที่จะถอดถุงมือ เขาจินตนาการไว้ว่าถ้าวันหนึ่งเขาต้องต่อสู้โดยที่จำเป็นต้องถอดถุงมือแล้วล่ะก็ มันจะเป็นเพราะเขาไม่สามารถที่จะสนุกกับการต่อสู้ที่เร่งรีบได้และเขาคงจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งในอีกแง่หนึ่งมันทำให้เขานึกถึงชีวิตแต่ก่อนที่รู้สึกเหมือนวิญญาณในร่างคนอื่นมากกว่าจะเป็นมนุษย์ก็ตาม.
และนั่นทำให้ชูยะถอดถุงมือเฉพาะเวลาใช้ มลทิน ในเวลาชี้เป็นชี้ตายเพียงเท่านั้น

หลังจากที่ ริมโบลด์ พูดเกี่ยวกับความเชื่อของเขาบนมวลมนุษยชาติ ชูยะก็เปลี่ยนใจมาใช้ชีวิตอย่างจริงจังมากขึ้น และการทรยศของแกะก็ส่งผลกับเขาอย่างมหันต์ พร้อมกับการที่พอร์ต มาเฟีย เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงในการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับตัวตนของเขา เขาจึงเปลี่ยนมาภักดีต่อมาเฟียทันที และแรงผลักดันจากการที่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นกว่านี้ส่งผลให้เขาไต่เต้าอันดับในพอร์ต มาเฟีย อย่างรวดเร็วมากกว่าที่คาดไว้

ชูยะเกลียดและดูถูกดาไซอย่างรุนแรง สองคนนี้ไม่เคยอยู่ด้วยกันได้เมื่อชูยะเกลียดนิสัยลึกๆของดาไซที่เป็นเจ้าเล่ห์ไหลไปเรื่อย และดาไซมักจะมีทางที่จะลบพลังแล้วหัวเราะเยาะ หยามเกียรติชูยะอยู่เสมอ แถมดาไซยังเป็นคนที่ทำให้พวกแกะทิ้งแล้วทรยศเขาในอดีตอีกด้วย
ปัจจุบันคำล้อเลียนสักคำจากดาไซก็ทำให้ชูยะไขว้เขวได้แล้ว อาศัยจากการที่ชูยะเป็นคนอารมณ์ร้อนและถือเกียรติ์ในตัว ทำให้ง่ายมากที่จะล่อลวงดึงความสนใจจากงานในมือที่เขากำลังทำ
แต่ไม่ว่ายังไง ตามธรรมชาติของ คู่ทมิฬ ชูยะรู้บทบาทดีว่าดาไซเป็นนักวางแผน เขาจึงให้ความเชื่อใจดาไซแม้สักเล็กน้อยเพราะรู้ดีว่าดาไซคำนวนสถานการณ์ที่ดีที่สุดเอาไว้แล้ว


ความสามารถ

ความสามารถของเขา ความเศร้าเคล้ามลทิน For The Tainted Sorrow (汚れっちまった悲しみに) เกี่ยวข้องกับการควบคุมแรงโน้มถ่วง ทำให้เขาสำมารที่จะควบคุมหรือสร้างแรงโน้มถ่วงได้ และเขายังสามารถที่จะเปลี่ยนแรงโน้มถ่วงที่ส่งผลต่อสิ่งที่เขาสัมผัสได้.
นอกจากนั้นยังเห็นว่าเขาสามารถจะยืนและเดินกลับหัวบนเพดานได้อีกด้วย

Gravity manipulation

มลทิน Corruption (汚濁, Ojoku) เป็นรูปแบบที่แท้จริงของพลังชูยะที่อันตรายมาก มันจะถูกเปิดใช้งานโดยบทกลอน

เจ้าผู้มอบความเสื่อมทรามอันมืดมิดนั้น.
อย่าได้ปลุกให้ข้าตื่นขึ้นมาอีกเลย

ความสามารถนี้ทำให้เขาสามารถที่จะควบคุมแรงโน้มถ่วงรอบตัวเขา โดยเพิ่มความหนาแน่นของมัน ทำให้สามารถที่จะพังรถถังได้ด้วยมื้อเปล่าด้วยซ้ำ และเขายังสามารถที่จะยิงลูกบอลที่เป็นการอัดแน่นของแรงโน้มถ่วงจนกลายเป็นหลุมดำที่กลืนกินทุกสิ่งอย่าง
อย่างไรก็ตาม ชูยะควบคุมพลังนี้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้ถูกลบพลังเขาจะบ้าคลั่งอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะตาย

ร่างมลทินมีผลมาจากตัวตนแรกของชูยะในฐานะ อราฮาบากิ เทพแห่งการทำลายล้าง
เมื่อชูยะปลดปล่อยพลังออกมา มลทินจะควบคุมร่างเขา เปลี่ยนชูยะเป็นตัวตนที่แท้จริงพร้อมกับสัญชาติญาณการทำลายล้างที่ไม่สามารถควบคุมได้
ซึ่งเป็นผลมาจากคติประจำตัวของเขา ชูยะจึงถอดถุงมืดตอนใช้มลทิน


พื้นเพ

ดาไซและชูยะ อายุสิบห้า

ประมาณสิบห้าปีที่แล้ว ตัวตนของชูยะเริ่มต้นเป็นที่รู้จักในฐานะภาชนะของเทพอราฮาบากิ

มีตัวตนในฐานะตัวแทนของภัยพิบัติและการทำลายล้างโดยเฉพาะ อราฮาบากิไม่รับรู้ถึงเวลา ความคิด หรือตัวตน มันแค่มีอยู่ แล้วถูกปกปิดโดยทางการทหารของญี่ปุ่น และถึงแม้ว่าจะไม่รับรู้อะไรไปมากกว่าการที่ตนเองมีตัวตนอยู่ อราฮาบากิรู้ว่าตัวเองถูกล่ามไว้และกักขังจากโลกภายนอก

วันหนึ่ง อาเธอร์ ริมโบลด์ แทรกซึมเข้าไปในกระทวงทหารและพยายามที่จะใช้ความเป็นภัยพิบัติของอราฮาบากิในฐานะส่วนหนึ่งของพลังเขาที่เป็นการชี้นำ อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้ผล กลับกลายเป็นว่าแค่ขโมยสิ่งที่กักขังอราฮาบากิไว้แล้วปลดปล่อยมันออกจากความมืดมิดอันเเสนโดดเดี่ยวนั้นและสร้างตัวตนมนุษย์ขึ้นมาแทน ซึ่งก็คือ นากาฮาระ ชูยะ
ผลทำให้ทั้งเทพและภาชนะสูญเสียความทรงจำตั้งแต่ก่อนอายุเจ็ดขวบ
มันเป็นแปดปีก่อนที่จะมาเจอดาไซ

เมื่อสูญเสียสิ่งยึดเหนี่ยว อราฮาบากิ ที่ตอนนี้รวมเข้ากับชูยะแล้วสูญเสียการควบคุม
ทำลายล้างโรงงานและเกือบๆจะทุกอย่างในนั้น แต่ช่วยริมโบลด์ไว้ ซึ่งคาดว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดตรอกซอย cone street เล็กๆขึ้นแทนถนนที่อยู่ตรงนั้น เกิดเป็นสลัมขึ้นมา

ถึงแม้จะมีจุดหมายและตัวตน แต่ชูยะก็ไม่มีความทรงจำในชีวิตก่อนช่วงอายุเจ็ดปี ซึ่งเป็นปีที่เขารวมเข้ากับอราฮาบากิเลย เขาจำการมีอยู่ของอราฮาบากิได้ จำได้ว่าถูกล้อมรอบด้วยความมืดมิดสีน้ำเงิน กักขังไว้ในโรงงาน แต่ไม่รู้ว่าทำไมอราฮาบากิถูกปลดปล่อยหรือไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมีตัวตนมนุษย์ขึ้นมา เขาจำได้เพียงมีมือใครบางคนยื่นเข้ามาดึงเขาออกจากห่วงโซ่นั้นแล้วปลดปล่อยเขา จากนั้นมาชูยะจึงตั้งเป้าหมายหลักเป็นการตามหาตัวตนที่แท้จริงของเขา

ไม่แน่ชัดว่าเป็นช่วงไหน แต่ชูยะเข้าร่วมกับพวกแกะ เป็นกลุ่มที่รวมพวกเด็กวัยรุ่นผู้ชายเข้าด้วยกันซึ่งมีอาณาเขตของตนเอง ด้วยพลัง ความเศร้าเคล้ามลทิน ของชูยะทำให้เขามีหน้าที่คล้ายกับไพ่ตายของแกะ
ถึงแม้จะไม่ใช่ “ราชันย์แห่งแกะ” ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะพลังที่ล้นหลามของเขา แต่ชูยะก็เป็นสมาชิกคนเดียวของสภาที่พวกเขาตั้งขึ้น อย่างไรก็ตาม ชูยะเองก็รู้สึกอย่างแรงกล้าว่าตัวเองมีความรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของพวกแกะจากที่ได้รับยกย่องให้เป็นไพ่ตาย
ซึ่งต้องขอบคุณเขา ชื่อเสียงของพวกแกะขยายกว้างขึ้น ถึงขั้นสร้างปัญหาให้กับพอร์ตมาเฟีย

เมื่ออายุสิบห้า พวกแกะต้องทนจากการโจมตีของพอร์ต มาเฟีย ชูยะไล่ล่าพวกมาเฟียทุกคนทีมีหน้าที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในมาเฟียที่เขาไล่ตาม ซึ่งอยู่บนเครื่องบินที่กำลังจะตกบอกว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากจะตอบโต้ อ้างว่าอราฮาบากินั้นทำลายหนึ่งในคลังแสงพอร์ต มาเฟีย ซึ่งนั่นเรียกความสนใจของชูยะได้ดี เขาจึงออกสืบเรื่องนี้ต่อหลังจากกำจัดมาเฟียคนนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ภายหลังชูยะมาถึง Cone Street, โจมตี ดาไซ โอซามุ และ ฮิโรสึ ริวโร เขาสั่งให้ทั้งคู่บอกถึงข้อมูลของอราฮาบากิที่พอร์ต มาเฟียสืบมาได้ เขากับฮิโรสึต้องสู้กัน แต่ต้องขอบคุณพลัง
สูญสิ้นความเป็นคน ของดาไซ ทำให้ชูยะตอบโต้ไม่ได้ จนพอเขาหลุดออกมาได้ การระเบิดจากการต่อสู้นั้นทำให้ทั้งสามคนสลบไป

เมื่อชูยะได้สติเขาถูกล่ามไว้โดยรันโด ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้บริหารที่มีพลังสร้างสร้างช่องว่างแบ่งมิติขึ้นมาได้ และเขาก็ยังได้พบ โมริ โอไก บอสคนใหม่ของพอร์ต มาเฟีย
บอสโมริชวนให้เขาเข้าร่วมกับพอร์ต มาเฟีย สร้างความรำคาญใจให้ชูยะมาก
ซึ่งชูยะเองก็รู้ว่าโมริฆ่าบอสคนเก่า แต่ทว่านั่นก็ไม่ได้หยุดโมริที่วางแผนคิดจะใช้ชูยะในการสืบเรื่องของอราฮาบากิที่พอร์ต มาเฟียกำลังสืบอยู่ และเพื่อให้มั่นใจว่าชูยะจะเข้าร่วมด้วย เขาจับพวกแกะเป็นตัวประกันเอาไว้ เพื่อที่จะทำให้ชูยะไม่ทำลายพอร์ต มาเฟีย เสียก่อน และที่สำคัญที่สุดคือให้ความร่วมมือในแผนครั้งนี้
เขาถึงขั้นทำให้มั่นใจว่าชูยะจะไม่พยศ โดยการให้ชูยังฟังเสียงพวกเขาตื่นตระหนกและกรีดร้องหวาดกลัวของพวกแกะที่ถูกจับเอาไว้

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังทำให้ชูยะและดาไซ ที่ความสัมพันธ์ไม่ได้ดีนักอยู่แล้ว ทำงานด้วยกัน และสั่งห้ามไม่ให้ต่อสู้กัน ขู่เอาชีวิตทั้งคู่ถ้าหากว่าการสืบสวนครั้งนี้ล้มเหลวเพราะร่วมมือกันไม่ได้ ซึ่งทั้งคู่เองก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมจำนน

ระหว่างการสืบสวน พวกเขาเจอกับสมาชิก GSS อีกหนึ่งศัตรูของพอร์ตมาเฟีย ชูยะทำลายพวกนั้นลงได้สำเร็จและสั่งให้ดาไซหยุดยิงไปยังศพคนตาย ไม่ได้ตื่นตระหนกกับท่าทีไร้หัวใจและซาดิสต์ต่อคนตายของดาไซ ภายหลังพวกเขาไปถึงที่พักของรันโด ซึ่งถูกบุกรุกโดยโดยพวก GSS รันโดอธิบายให้ฟังว่าเขาเป็นพยานของอราฮาบากิ

ภายหลัง ที่เกมเซนเตอร์ ชูยะและดาไซพนันกันว่าใครชนะในเกมจะได้รางวัล ถ้าชูยะชนะ
ดาไซจะทำงานชี้ตัวคนร้ายเอง ถ้าดาไซชนะ เขาจะสั่งให้ชูยะฟังคำสั่งของเขาเหมือนกับหมา

สมาชิกของแกะเจอชูยะที่เกมเซนเตอร์ สับสนและโกรธแค้นที่ชูยะไม่อยู่ในช่วงที่สมาชิกตกอยู่ในอันตราย เขาบอกว่าชูยะไม่ควรไว้ใจดาไซ แต่ชูยะยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดจะคลี่คลาย และความเป็นจริงเบื้องหลังอราฮาบากินั้นจะเป็นอันดับหนึ่งเพื่อความเป็นอยู่ของพวกแกะ
พวกแกะกลัวชูยะจะหักหลัง เพราะเหล่าแกะนั่นเสี่ยงมากโดนชักจูงเมื่อไม่มีชูยะคอยหนุนหลัง ดาไซฉวยโอกาศจังหวะนี้บอกว่าแกะว่าชูยะเจอมีจุดมุ่งหมายมากกว่าจะเป็นแค่ไพ่ตายของพวกนั้นแล้ว สมาชิกของแกะโกรธจัดและเดินออกไป

ทั้งคู่กลับไปหารันโดที่ตึกร้าง ชูยะได้ยินบทสนทนาระหว่างรันโดและดาไซ และทะลุเข้าไปในห้องนั้น เข้าใจว่ารันโดเป็นคนร้ายของการปรากฏตัวปริศนาของอราฮาบากิและบอสคนก่อน ชูยะไม่สนใจการอนุมานของดาไซที่บอกข้อผิดพลาดของรันโดที่อ้างว่าเห็นอราฮาบากิ ด้วยตาตนเอง เขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายอราฮาบากิได้ถูกต้องโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปลดปล่อยอราฮาบากิ

เขาเล่าความทรงจำของเขาในส่วนอราฮาบากิ
ทำให้ทั้งสองคนรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของชูยะ ก่อนที่ชูยะจะถามว่ารันโดใช่คนที่ปลดปล่อยเขาออกมาและมอบร่างใหม่ที่เป็นกรอบ ร่างครอบตัวตนแห่งการทำลายล้างหรือเปล่า

แทนคำตอบ รันโดจัดการขังทั้งชูยะและดาไซไว้ในช่องว่างที่เกิดจากพลังของเขา เผยให้เห็นว่าแม้กระทั่งพลังสูญสิ้นความเป็นคนก็ไม่ได้ผล และพลังชูยะเองก็ไร้ประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากไม่สามารถที่จะใช้พลังในพื้นที่ซึ่งไม่เป็นไปตามกฏธรรมชาติได้ รันโดเล่าความทรงจำในอดีตขึ้นมา ชายคนหนึ่งจากยุโรปที่มีชื่อว่า อาเธอร์ ริมโบลด์

แปดปีที่แล้ว ริมโบลด์แทรกซึมไปในฐานการทหาร ตั้งใจจะขโมยอราฮาบากิ แต่ก็อย่างไรก็ตาม ผลคือเขาทำไม่สำเร็จและพลตัวเองถูกล้อมโดยพลทหารเสียแทน และเพื่อที่จะหนี เขาจึงวางแผนที่จะใช้อราฮาบากิที่อยู่ในฐานเป็นการเปิดทาง แต่เมื่อพยายามที่จะครอบครองอราฮาบากิ เขาขโมยได้เพียงอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย ชูยะที่มีหน้าที่เป็นภาชนะของอราฮาบากิจึงรวมเข้ากับตัวตนของอราฮาบากิ และเมื่อสูญเสียการควบคุม อราฮาบากิจึงทำลายล้างจนตรงนั้นกลายเป็น cone street ขึ้นมา

ริมโบลด์ดูดซับอราฮาบากิได้สำเร็จระหว่างการทำลายล้าง แต่พลังอีกส่วนที่มากกว่าของพลังนั้นแยกออกไปเป็นอีกตัวตนหนึ่งนั่นก็คือ ชูยะ ยิ่งไปกว่านั้น ริมโบลด์จำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่ตัวตนของชูยะ หรือความจริงเบื้องหลังการทำลายล้าง ปัจจุบันเขาจึงตั้งใจจะฆ่าชูยะ วางแผนที่จะดึงความทรงจำส่วนนั้นขึ้นมาและเปิดเผยความจริง ซึ่งทั้งหมดนี่เพื่อที่จะได้จดจำวินาทีสุดท้ายที่เขาเคยมีกับเพื่อนและคู่หูของเขา Paul Verlaine

ชูยะเข้าใจเหตุผลของริมโบลด์ แต่ก็ไม่ได้หยุดความคิดท่ี่จะฆ่าริมโบลด์
เขาสร้างคติของตนเองขึ้นมาเรื่องการไม่ถอดถุงมือระหว่างการต่อสู้ สำหรับเขาแล้ว เขาไม่เคยรู้สึกถึงความจำเป็นของการต่อสู้ หรือความอันตราย ความรุนแรงในการต่อสู้เลย
รู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองไม่ใช่มนุษย์ และไม่แม้แต่จะเข้าใจความรู้สึกอันลึกซึ้งของมนุษย์
เขาตระหนกถึงตัวตนของตนเอง และไม่ทำอะไรมากไปกว่าคุมอราฮาบากิให้ได้
โดยที่ไม่ใช่มือต่อสู้ วันหนึ่งเขาคงต้องแพ้ ไม่สามารถที่จะสนุกกับการต่อสู้ที่เร่งรีบหรือรุนแรงได้ และคงป้องกันตนเองไม่ได้ หมายถึงมันทำให้เขาเข้าใกล้ความมีชีวิตและความเป็นมนุษย์ขึ้นมาบ้าง

หลังจากทำร้ายริมโบลด์จนบาดเจ็บสาหัส ชูยะรับฟังคำขอร้องสุดท้ายของอีกฝ่าย-เพื่อตัว
ชูยะเอง เขามั่นใจว่าชูยะนั้นได้ใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์แล้ว ในเมื่อทุกคนนั้นต่างก็มีตัวตนเป็น
กรอบร่างของอดีตที่ดำมืดกว่านั้น

เดือนหนึ่งหลังจากริมโบลด์เสียชีวิต ชูยะไปเยี่ยมหลุมศพเขา เปิดเผยว่าริมโบลด์นั้นตายเพราะความจริงของอราฮาบากิ ส่วนที่เหลือนั้นจมหายไปท่ามกลางความขุ่นมัว

สมาชิกของแกะ ชิราเสะ เจอชูยะ ขอโทษก่อนจะบอกชูยะว่าเจอวิธีที่ดีกว่าที่จะปกป้องพวกเขาแล้ว เขาแทงชูยะ โชว์ให้เห็นว่าพวกแกะทรยศเขา โดยใช้GSS หนุนหลัง และมีดนั้นก็อาบยาพิษ ชูยะหนีได้ในที่สุดโดยตกลงไปในทะเล

บนชายฝั่ง เขาและดาไซเจอกันอีกครั้ง ดาไซที่ตอนนี้ปรากฏตัวแบบมาเฟียเต็มตัวพร้อมกับทีมของเขาได้รับคำสั่งให้ฆ่าพวกแกะและ GSS อย่างไรก็ดี เขาสามารถยกเว้นได้ถ้าชูยะต้องการ ชูยะเลยบอกให้เขาไม่ฆ่าพวกแกะ ซึ่งดาไซตกลง และสั่งให้หน่วยของเขาทำตามแผนที่วางไว้ต่อไป จนถึงตอนนั้น ชูยะเพิ่งตระหนักว่าดาไซจงใจสร้างรอยร้าวระหว่างเขากับพวกแกะมาตลอด ก่อนที่จะหมดสติไป

เวลาผ่านไป ชูยะคุยกับ โอซากิ โคโย ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าของเขาโดยตรง และเขาเองก็เรียกเธอว่า “อาเจ้” โดยไม่สนใจว่าหล่อนจะบอกให้เขาหยุดเรียกอย่างนั้นมากี่ครั้งแล้ว หล่อนบอกเขาว่าชูยะจะต้องเข้าร่วมการประชุมเพื่อที่จะได้เข้าใจแนวทางของพอร์ต มาเฟีย
หล่อนถามว่าเขาได้หมวกที่สวมอยู่มาจากไหน แต่บทสนทนาของทั้งคู่ก็ถูกขัด

ระหว่างที่กำลังเดิน ชูยะและดาไซเจอกันอีกครั้ง ไม่ยินดีและเหยียดยามกัน ดาไซหงุดหงิดที่ชูยะไม่ได้ทำตามที่พนันกันไว้ว่าจะเป็นหมาของเขา ส่วนชูยะรู้ว่าดาไซโกงเกมที่พวกเขาเล่นด้วยกัน

ระหว่างที่กำลังเถียงกันนั่นเอง โคโยถามโมริเรื่องที่อนุญาตให้ทั้งสองคนอยู่ทีมเดียวกัน แต่โมริยืนยันว่ามันจะไม่มีปัญหาอะไร

จากธรรมเนียมที่จะมอบเสื้อผ้าเครื่องสวมใส่หนึ่งชิ้นให้กับสมาชิกใหม่ที่ตนเองพามาเข้าร่วม โมริให้หมวกเก่าของริมโบลด์กับชูยะ และเขามอบเอกสารเก่าของริมโบลด์เกี่ยวกับเหตุการณ์อราฮาบากิให้อีกด้วย เอกสารเปิดเผยว่าจุดประสงค์ที่ทางการทหารรวมอัตลักษณ์หนึ่งกับพลังอีกหนึ่งเข้าด้วยกันเพื่อสังเคราะห์พลังขึ้นมา ซึ่งชูยะเป็นหนึ่งในตัวทดลองที่กลายเป็นภาชนะของอราฮาบากิ ถึงแม้ว่าจะมอบรายงานทั้งหมดให้ชูยะไม่ได้ แต่ก็อธิบายว่าผู้บริหารมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงเอกสารพวกนั้น

โดยเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ชูยะโค้งและมอบทั้งหมดที่เขามีเพื่อปกป้องพอร์ต มาเฟีย และโยโกฮามาที่เขารัก

ความขัดแย้งหัวมังกร

ตอนอายุสิบหก ร่วมกับดาไซในฐานะคู่หู “คู่ทมิฬ” ความขัดแย้งหัวมังกรนั้นมาถึงจุดสูงสุด
ก่อความหายนะให้กับกลุ่มอาชญากรใต้ดินทั้งหมด หลังจากที่ดาไซถูกจับตัวไปโดยศัตรู
ชูยะพุ่งเข้าไปในฐานศัตรูด้วยมอเตอร์ไซค์ของเขา จัดการศัตรูไปนับไม่ถ้วนจนกระทั่งไปถึงดาไซที่ไม่ได้ได้เป็นอันตรายใดๆ พวกยังคงทะเลาะกันจนกระทั่งมีศัตรูมาให้ชูยะจัดการอีก

เมื่อพวกเขาไปถึง ชิบุซาวะ ทาสึฮิโกะ ชูยะโกรธจัดสำหรับการตายที่ไร้ความหมายของลูกน้องของเขา ใช้มลทินแล้วจัดการความขัดแย้งหัวมังกรด้วยตัวเขาเอง
ชูยะไปถึงตำแหน่งผู้บริหารเร็วกว่าที่คิด ทำให้เขาเข้าถึงเอกสารของริมโบลด์ และสามารถพบ วาร์เลลีน ที่ยังคงมีชีวิต จนสามารถค้นพบที่มาของตนเองได้ในที่สุด

bungou stray dogs

ระหว่างที่เจอหน้ากันกับดาไซ ชูยะบอกว่าเขานั้นโดนส่งไปจัดการกับเรื่องวุ่นวายทางตะวันตกอยู่ครึ่งปี


เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย

  • ตอนแรกในหนังสือ พิมพ์ชื่อเขาว่า “Chuoya” ในส่วนของที่ดาไซเกลียด
  • ในเล่มแปล “Soukoku” (ชื่อทีมดาไซและชูยะ) ถูกแปลเป็น ‘Twin Dark’
  • เขาและกับตัวละคนอื่นๆบางส่วนปรากฏในเกมโทรศัพท์ Love Heaven ในฐานะตัวละครลิมิต
  • บทกลอนที่เปิดใช้งานมลทิน มีต้นกำเนิดมาจาก โคลงกลอน “เพลงแกะ” ซึ่งเป็นกวีที่นากาฮาระ ชูยะ แต่งให้ ยาสึฮารา โยชิฮิโระ ซึ่งภายหลัง “เพลงเเกะ” กลายเป็นต้นกำเนิดของกลุ่มเขา “กลุ่มแกะ”
  • ในตอนที่ 31 เขาด่าดาไซว่า “ศัตรูของผู้หญิง” ซึ่งอาจมีที่มาจากนิสัยคั่วหญิงไปทั่วของดาไซ
  • นักพาษย์เสียงของเขาในญี่ปุ่น ทานิยามา คิโชว เป็นนักร้องของวง GRANRODEO ที่ร้องเพลงเปิดให้กับ Bungo Stray Dogs season 1 – TRASH CANDY.GRANRODEO และภายหลังยังร้องเพลเปิดสำหรับ Dead Apple; ชื่อว่า Deadly Drive.
  • ถึงแม้จะชอบแอลกอฮอล์ แต่เขากลับคออ่อน เมาค่อนข้างง่ายทีเดียว
  • เขาสูบบุหรี่นานๆครั้ง มักจะเป็นตอนที่เครียดหรือรำคาญใจ
  • อราฮาบากิที่เคยเป็นตัวตนเก่าของชูยะมาก่อน เป็นเทพโบราณของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยปริศนา ที่มาที่ไปและความเกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์ก็ไม่มีปรากฏชัดเจน ทฤษฎีหนึ่งบอกว่าเป็นเทพที่เป็นเทพองค์รองที่อยู่ในศาลเจ้า

ยาวไปแล้วเฟ้ยยยย ชูยะะะะะ

แปล : NAKAJIMA ATSUSHI bungou stray dog wiki

แปะลิ้งค์ต้นทาง : https://bungostraydogs.fandom.com/wiki/Atsushi_Nakajima


แค่มีชีวิตอยู่ก็ดีถมถืดแล้ว
– นาคาจิมา อัตสึชิ

นาคาจิมา อัตสึชิ เป็นตัวละครหลักของเรื่องประพันธกรจรจัด
และเป็นสมาชิกของสำนักงานนักสืบ


นาคาจิมา อัตสึชิ
AKA : เสือสมิง/จินโกะ(jinko)
: มัจจุราชสีขาว (ในนิยาย BEAT – White Akutakawa, Black Atsushi)
ของชอบ : ข้าวราดน้ำชา, เเมว, กิ้งก่าคาเมเลี่ยน, โยโกฮาม่า
ของไม่ชอบ : ตัวเอง, สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เคยอยู่


รูปลักษณ์ภายนอก

อัตสึชิมีผมสีเทาอ่อน ผิวขาวซีด และความสูงปานกลางกับร่างที่ติดจะบาง เขามีอาการของ  segmental heterochromia (ตาสองสีชนิดที่มีทั้งสองสีอยู่ในตาเดียวกัน) โดยมีนัยน์ตาสีม่วงปนกับสีเหลืองที่อยู่ขอบล่างของรูม่านตา
ผมของเขาตัดสั้นและปัดข้างไปรวมเป็นช่อยาวอยู่ที่่ฝั่งขวาของใบหน้าเขา ซึ่งทรงผมที่แตกต่างทำให้เขาถูกกลั่นแกล้งและต้องทนเจ็บปวดจากคนอื่นในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่อัตสึชิก็ไม่เคยแก้มัน

นอกเหนือไปจากนั้น เขามีปอยผมสีดำที่เด่นขึ้นมาอยู่ (แต่ไม่ปรากฏในอนิเม)

ตอนแรกเขาถูกแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าโทรมๆจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่หลังจากเข้าร่วมกับสำนักงานนักสืบ โยซาโนะ อากิโกะ และคุนิคิดะ โด๊ปโปะ หาเสื้อผ้าให้เขาใส่ โดยเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวติดกระดุมพับแขนเสื้อจนถึงศอก กางเกงสีดำ ถุงมือแบบโชว์นิ้วสีดำ และเอี้ยม/เข็มขัดที่มากับสายลากยาวกวัดไกวไปมาจากหัวเข็มขัด


ลักษณะนิสัย

อัตสึชิมีความมั่นใจในตัวเองต่ำอย่างรุนแรงจากสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตมา และเขาก็มีประเด็นขัดแย้งที่รุนแรงกับการมองเห็นคุณค่าในตนเองเช่นเดียวกัน เพราะอย่างนั้นเขาเลยไม่ชอบคนที่มาตัดสินคนอื่นว่าไร้ค่าเท่าไหร่นัก
เมื่อผู้คนเริ่มล่าเขาจากค่าหัวเจ็ดล้านล้านเยน เขาเริ่มวิตกกังวลและเริ่มคิดว่าตนเองทำให้สำนักงานตกอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่าคุนิคิดะจะบอกให้เขาเรียนรู้ที่จะทำตัวเป็นประโยชน์แทนที่จะกังวลเรื่องสำนักงานถูกโจมตีก็ตาม และจากส่วนหนึ่งที่เขาไม่มีความมั่นใจในตนเอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตราย อัตสึชิจึงมักที่จะห่อตัว และ/หรือ มักจะตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ยากลำบาก หรือไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรเพราะตัวเเข็งด้วยความกลัว
อย่างไรก็ดี แม้จะไม่มั่นใจและโลเลในตัวเอง ความมุ่งมั่นของเขาชัดเจนขึ้นท่ามกลางสถานกาณ์ท่ี่ยากลำบาก เขาจึงกลายเป็นคนที่มั่นคงพึ่งพาได้
อัตสึชิไม่เห็นแก่ตัวและทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องเพื่อน จนถึงจุดที่เขาใช้ร่างกายปิดระเบิดไว้เพื่อปกป้องสมาชิกในสำนักงานนักสืบแม้ว่าจะไม่เคยเจอหน้ากันสักครั้งเพื่อใช้พลังปกป้องทุกคนไว้

เขาขี้กลัว ค่อนข้างที่จะเรียบง่ายและใสซื่ออย่างน่าประหลาดจนเชื่อทุกสิ่งที่เห็น
แต่ก็เป็นคนที่มีความคิดอยู่บ้าง และพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นสมาชิกที่ “ปกติ” ที่สุดของสำนักงานนักสืบ
อัตสึชิมีปฎิกิริยาแบบโอเวอร์ต่อเรื่องหลอกของสมาชิกคนอื่นในสำนักงาน เหตุการณ์แปลกๆ หรือไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ตามมา

แม้ว่าจะยังคงมีปัญหากับเรื่องความมั่นใจในตัวเองอยู่ อัตสึชิค่อยๆเพิ่มความมั่นใจและการยอมรับตนเองหลังจากที่เข้าร่วมกับสำนักงานนักสืบและการเผชิญหน้ากับอาคุตาคาวะ ริวโนะสุเกะในหลายๆครั้ง
เขาแข็งเเกร่งขึ้นจากหลายภารกิจ อย่างความขัดแย้งระหว่าง พอร์ต มาเฟีย, กิลด์และพวกหนู
อัตสึชิมีเป้าหมายสำหรับตัวเขาเองคือพิสูจน์ว่าเขามีค่ามากพอโดยการช่วยเหลือผู้อื่น มาจากคำพูดที่อาจารย์ใหญ่คนเก่าฝังหัวเขาไว้

อัตสึชิเป็นคนมีศีลธรรมสูงมาก มองเห็นได้จากการกระทำระหว่างเขากับเคียวกะ เขาให้ค่ากับชีวิตและพยายามจะช่วยศัตรูของเขาอย่างเช่น เคียวกะ และ ลูซี่ มอนต์โกเเมรี่ ซึ่งทั้งสองคนนั้นก็ขับเคลื่อนโดยการกระทำของอัตสึชิอีกทีหนึ่ง
เขาเกลียดที่จะต้องมีคนตายไปเพราะเหตุการณ์โชคร้าย หรือมีคนใช้พลังในทางที่ผิดโดยการเอาไปทำร้ายคนอื่น ซึ่งปรากฎให้เห็นระหว่างการต่อสู้ของเขาและอาคุตาคาวะ

จากการที่โตมาในสภาพเเวดล้อมที่ไม่ดี เขาเลยมีความหลงไหลในเงินตราอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าความโลภ ในตอนที่เจอกับดาไซและคุนิคิดะครั้งแรก เขาตกลงที่จะเป็นเหยื่อล่อสำหรับเสือกินคนหลังจากที่รู้ว่าจะได้เงินรางวัลขนาดไหน เมื่อเขารู้ว่ารางวัลสำหรับการเดาอาชีพเก่าของดาไซได้ เขาก็เดาไม่หยุด แถมเขายังคงกังวลกับเงินที่ต้องจ่ายเมื่อตอนที่ไปกินข้าวด้วยกันกับเคียวกะครั้งแรกและรู้ว่าตนเองต้องจ่าย(ซึ่งเธอก็กินไปพอสมควรเลย)
แต่เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือใครก็ตามที่ร้องขอโดยเงินไม่ได้มีค่าไปกว่าการช่วยชีวิตคน


ความสามารถ

สัตว์ร้ายใต้แสงจันทร์ (月下獣, Gekka-jū?): อัตสึชิมีความสามารถที่จะแปลงร่างเป็นเสือขาว ในตอนแรกดูเหมือนว่าเขาจะควบคุมการแปลงร่างไม่ได้ น่าจะเป็นผลจากการที่เขาไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นผู้มีพลังพิเศษเหมือนกัน

Beast Beneath the Moonlight Transformation

หลังจากที่กลายเป็นสมาชิกของสำนักงานนักสืบอย่างเต็มตัว และอยู่ภายใต้ ฟ้าลิขิตคนเท่าเทียม เขาจึงสามารถควบคุมการแปลงร่างของตนเองได้มากขึ้น เห็นได้จากการสู้กันรอบที่สองกับอาคุตาคาวะเมื่อเขาหยุดแปลงร่างส่วนแขนเพื่อหนี
นอกจากนี้ยังปรากฏการเเปลงร่างในหลายระดับ ตั้งแต่การแปลงเป็นเสือเต็มตัว ไปจนถึงแค่ส่วนดวงตา หรือแค่มีลายเสือปรากฏบนใบหน้าขึ้นมา และเขาสามารถที่จะเปลี่ยนร่างกายบางส่วนเป็นเสือได้เช่นกัน เช่นเปลี่ยนแขนเป็นขาหน้าเสือพร้อมกับกรงเล็บหรือหางเสือ

และยังคงปรากฏด้วยว่าพลังของอัตสึชินั้นมีความสามารถในการฟื้นฟูที่ดีมาก สามารถที่จะสร้างอวัยวะที่ถูกตัดขาดได้แทบจะทันที

ในหลายๆครั้งพลังของเขาแสดงให้เห็นได้ชัดถึงความเร็วมหาศาล ความทนทาน ความเเข็งแกร่ง ความแข็งแรง และยังคงเห็นได้ชัดด้วยว่าเป็นนักสู้ตามธรรมชาติในการต่อสู้ระยะประชิดจากลูกเล่นในจากต่อสู้หลายๆครั้ง

อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้พลังดูเหมือนอัตสึชิมักจะหมดสติอยู่บนพื้น

บางคนจากใต้ดินได้ตั้งค่าหัวอัตสึชิเจ็ดล้านล้านเยนกับมาเฟีย ซึ่งปรากฏภายหลังว่าเป็น
ฟิตซ์เจอรัลด์ที่อยู่เบื้องหลัง โดยมีสาเหตุมาจากอัตสึชินั้นเป็นตัวชี้ทางไปสู่หนังสือที่ผู้มีพลังทุกคนอยากครอบครอง


พื้นเพ

ไม่มีรายละเอียดสำหรับเบื้องหลังของอัตสึชิไปไกลกว่านั้น นอกเสียจากว่าเขาโตขึ้นมาในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่เขาต้องทุกข์ทนกับการโดนทำร้ายทั้งทางคำพูดและทำร้ายร่างกายจากคนที่เป็นผู้ดูแล พร้อมกับการถูกแยกตัวจากเด็กคนอื่นๆซึ่งเห็นชัดว่ามันส่งผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของอัตสึชิเมื่อเขาโตขึ้น ทำให้เขาสงสัยในคุณค่าและความเป็นประโยชน์ของตัวเขาอยู่เสมอ

อ้างอิงจากอาจารย์ใหญ่ พ่อแม่ของอัตสึชิทิ้งเขาในถังขยะ ซึ่งอาจารย์ใหญ่คนนี้แหละก็มีส่วนในการบิดเบี้ยวการมองเห็นคุณค่าในตนเองของอัตสิชิ ซึ่งการทำร้าย(คาดว่าเกิดขึ้นอย่างรุนแรงเลยด้วยเนื่องจากเสือออกอาละวาดตอนกลางคืน)ทำให้อาจารย์ใหญ่ล่ามอัตสึชิไว้ในกรงกับอาหารเล็กน้อยหรือไม่มีอาหารเลย และยังบังคับฉีดยาไม่ว่านั่นจะเป็นสารอาหารหรือยาระงับประสาทก็ตาม
อาจารย์ใหญ่เข้าใจความเกลียดชังที่อัตสึชิมีให้ และดูเหมือนจะจงใจผลักดันความเกลียดชังนั้นด้วย และร่วมกับการที่ถูกผู้ดูแลทำร้ายทั้งผ่านร่างกายและคำพูดอัตสึชิก็โดนทำร้ายโดยเด็กกำพร้าคนอื่นๆเช่นกัน บ่อยครั้งที่เด็กคนอื่นๆโยนเขาไปใต้รถบัสเมื่อตนเองตนตกเป็นปัญหา จากการที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นระบบให้คะแนน ซึ่งคะแนนจะส่งผลโดยตรงต่อปากท้องพวกเขา

ทันทีที่อายุถึง 18 อัตสึชิถูกไล่ออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเนื่องจากว่าเขากลายร่างเป็นเสือขาวใต้แสงจันทร์และก่อความวุ่นวาย แม้ว่าเขาจะไม่รู้ตัวก็ตามที


เนื้อเรื่อง

เจอกับสำนักงานนักสืบ
หิวโหยและไร้จุดหมาย อัตสึชิเดินทางมาถึงโยโกฮาม่าในอาทิตย์ที่สองหลังจากถูกไล่ออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แม้ว่าจะฝังใจกับคำพูดโหดร้ายของคนที่นั่น แต่เขาก็ปฎิเสธที่จะยอมรับมันแล้วจบชีวิตลง เเม้จะทุลักทุเลไปหน่อย แต่เขาก็ตั้งใจจะขโมยคนอื่นเพื่อที่จะได้รอดชีวิต เขาตั้งใจจะรอปลั้นจนกระทั่งคนถัดไปจะเดินผ่านเขาที่แม่น้ำสึรุมิ แต่คนถัดไปดันเป็นชายหนุ่มที่กำลังจมน้ำ ความตั้งใจของเขาเลยกลายเป็นช่วยผู้ชายคนนั้นแทน

ทันทีทันใด ผู้ชายคนนั้นดูจะไม่พอใจเสียเลยที่ถูกช่วยไว้ อัตสึชิเลยได้แต่มึนงง ชายคนนั้นเลยอธิบายให้ฟังว่ากำลังพยายามที่จะฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำตายอยู่ อย่างไรก็ตาม เขาต้องการให้การฆ่าตัวตายของเขาเป็นไปโดยที่ไม่ถูกรบกวน แต่เมื่ออัตสึชิเข้ามาเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายโดยไม่ตั้งใจของเขาเเล้ว แม้จะถูกช่วยโดยไม่ได้ขอ เขาจึงคิดจะตอบแทน และพอเมื่อได้ยินเสียงท้องร้องของอัตสึชิ และตัวเขาเองก็กำลังหิวอยู่เหมือนกันเพราะไม่ได้กินอะไรมาสองสามวันแล้วเช่นกัน แต่ว่ากระเป๋าเงินถูกแม่น้ำพัดไปซะแล้ว ทันได้นั้นอัตสึชิก็ได้เจอเพื่อนร่วมงานของผู้ชายคนนั้น หลังจากนั้นจึงจบลงที่ชายแปลกหน้าสองคนพาอัตสึชิไปกินข้าวราดน้ำชาตอบแทนที่ช่วยชีวิตคนจะฆ่าตัวตายเอาไว้ และผู้ชายคนนั้นได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการว่า ดาไซ โอซามุ

ระหว่างมื้ออาหาร อัตสึชิได้เรียนรู้ว่าดาไซและคุนิคิดะเป็นนักสืบของสำนักงานนักสืบที่รวมผู้มีพลังพิเศษเข้าไว้ด้วยกัน เขายังคงได้รู้อีกว่างานของทั้งคู่ตอนนี้คือสืบหาเสือสีขาวซึ่งอัตสึชิก็จำได้ถึงเสือที่คอยตามหลอกหลอนเขาอยู่ตั้งแต่ที่ถูกไล่ออกมา พอคุนิคิดะชวนแกมข่มขู่ให้ร่วมด้วย เขาก็เปิดเผยว่าเสือตัวนั้นทำความเสียหายรุนแรงกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาถูกไล่ออกมา และตอนนี้เหมือนว่าเสือจะตามเขามาจนถึงโยโกฮามา

เมื่อใช้เงินรางวัลหลอกล่อ ดาไซดึงอัตสึชิเข้าร่วมแผนในฐานะเหยื่อที่จะใช้ล่อเสือ ซึ่งระหว่างที่กำลังรอเสืออยู่นั้นอัตสึชิที่กำลังรู้สึกปั่นป่วนก็ถึงกับพูดไม่ออกกับท่าทีเฉยชาของดาไซต่อเสือร้ายที่ใกล้เข้ามา จนเมื่อแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในอาคารร้าง อัตสึชิก็กลายร่างเป็นเสือร้ายสีขาว และดาไซก็ใช้พลังของเขาในการลบพลังเสือของอัตสึชิ ทำให้อัตสึชิกลับเป็นร่างปกติ เพียงแต่ยังคงไม่ได้สติ
อัตสึชิรู้สึกตัวอีกครั้งในห้องพัก และถูกโทรหาโดยดาไซ(ที่เป็นคนจัดห้องให้)อ้างว่ากำลังจะตาย อัตสึชิจึงรีบไปดู สิ่งที่เห็นมีเพียงการพยายามฆ่าตัวตายที่ไม่สำเร็จอีกครั้งของดาไซ
หลังจากที่ช่วยดาไซได้สำเร็จ เขาก็กลับไปเจอกับคุนิคิดะที่บอกให้เขารู้ถึงคดีมือวางระเบิดบ้าคลั่งที่กำลังคิดจะระเบิดสำนักงานนักสืบ

ณ สำนักงานนักสืบ มือวางระเบิดเป็นชายหนุ่มที่ดูโกรธเกรี้ยว และกำลังจับพนักงานพาร์ทไทม์คนหนึ่งเป็นตัวประกัน เขาประกาศว่าต้องการจะเจอกับหัวหน้าของสำนักงาน หรือไม่จะกดระเบิดซะ ดาไซและคุนิคิดะเป่ายิ่งฉุบกันว่าใครจะเป็นคนแก้สถานการณ์ สุดท้ายคุนิคิดะที่เป็นคนแพ้ก็ต้องเป็นคนจัดการ อย่างไรก็ตาม ผู้ชายคนนั้นจำหน้าและพลังความสามารถคุนิคิดะได้ เลยบอกให้คุนิคิดะทำตามที่ตนเองบอก หรือไม่จะระเบิดสำนักงานซะ
เมื่อจนมุม ดาไซเลยให้อัตสิึชิเป็นคนออกไปจัดการด้วยตนเองเสียเลย

ทั้งหวาดกลัวและตกใจ อัตสึชิเลยจบลงที่พูดโวยวายเรื่องตัวเอง เขาเข้าใจทั้งตนเองและชายหนุ่มว่าไม่มีที่จะไปอีกแล้ว และกระตุ้นให้อีกฝ่ายพยายามหางานทำหรือจุดมุ่งหมายอื่นแทนที่จะทำร้ายคนอื่นเพียงเพราะความโชคร้ายของตนเอง
อัตสึชิตั้งใจที่จะคลี่คลายสถานการณ์อย่างจริงจัง และคุนิคิดะก็สนับสนุนเขาด้วย กวีร่ายรำ แต่ทว่าไม่ทันได้วางใจ เขาก็ถูกใครบางคนผลักล้มลงใส่ระเบิด ด้วยความตกใจเขาจึงใช้ร่างกายตนเองบังระเบิดไว้เพื่อลดความรุนแรงการระเบิดให้กับทุกคน สร้างความตกใจให้กับดาไซอย่างมาก

แต่ทว่ามันไม่ได้ระเบิด มือวางระเบิดไปยืนข้างกับคุนิคิดะกับดาไซที่บ่นกับความไม่รอบคอบหุนหันพลันแล่นของอัตสึชิ ส่วนตัวประกัน ทานิซากิ นาโอมิ กอดมือวางระเบิด–ผู้เป็นพี่ชาย
สถานการณ์ดูสบายและเป็นมิตร
อัตสึชิที่กำลังมึนงงและสงสัย ดาไซก็เปิดเผยว่านี่เป็นข้อสอบเข้าสำหรับตำแหน่งของอัตสึชิในสำนักงานนักสืบ

แล้วทันใดนั้นหัวหน้าของสำนักงานนักสืบฟุคุซาวะ ยูคิจิ ก็เดินเข้ามายืนยันว่าอัตสึชิผ่านการสอบเข้าแล้ว แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตัดสินใจของดาไซ ในระหว่างนั้นอัตสึชิแอบสังเกตุเห็นแขนเทียมในมือนาโอมิซึ่งเป็นอันเดียวกับที่ผลักเขาลงระเบิดปลอม
ท่ามกลางความงุนงง อัตสึชิเองก็เหนื่อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งก็จัดขึ้นเพื่อดูว่าเขามีคุณสมบัติพอสำหรับสำนักงานนักสืบหรือไม่

สุดท้ายแล้วดาไซชี้ให้เห็นว่าถ้าอัตสึชิปฎิเสธคำชวนของเขาให้เขาทำงานที่สำนักงานนักสืบ เขาคงไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากออกจากหอพักของสำนักงาน ซึ่งหมายถึงไม่มีที่ซุกหัวนอน อัตสึชิจึงตกลงทำงานอย่างไม่มีทางเลือก

เจอกับอาคุตาคาวะ
ภายในคาเฟ่ ชายหนุ่มจากจากสอบเข้าของเขาเอาแต่ขอโทษสำหรับการที่ทำให้ให้อัตสึชิต้องอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดขนาดนั้น ส่วนคุนิคิดะบอกเขาว่าอย่าไปทำลายชื่อเสียงของสำนักงานและให้ทุกคนต่างก็ถือบทบาทของนักสืบเป็นสำคัญ (มองไปที่ดาไซ เขาคิดว่ายังห่างไกลจากจุดนั้นอีกมาก..) แล้วชายหนุ่มคนนั้นก็ได้แนะนำตัวว่าชื่อ ทานิซากิ จุนอิจิโร่ กับน้องสาวที่รักยิ่งของเขา นาโอมิ

พยายามจะทำตัวเป็นส่วนหนึ่ง อัตสึชิเลยถามสมาชิกว่าแต่ละคนเคยทำงานอะไรก่อนที่จะเข้าร่วมกับสำนักงานนักสืบ แต่แทนที่จะตอบตรงๆ ดาไซเสนอให้เล่นเกมโดยเดาเบื้องหลังของแต่ละคนซึ่งอัตสึชิก็เห็นด้วย เขาเดาถูกว่าทานิซากินั้นเป็นนักเรียนมาก่อน นาโอมิก็ด้วย โดยเดาจากเครื่องแบบของเธอ คุนิคิดะไม่เห็นด้วยกับเกม ดาไซเลยเฉลยให้ว่าเขาเคยเป็นคุณครูสอนคณิตศาสตร์มาก่อนซึ่งเป็นอดีตที่คุนิคิดะไม่อยากกล่าวถึง ดาไซเองยังท้าให้อัตสึชิเดาอาชีพเก่าเขาด้วย แต่คุนิคิดะก็บอกว่าไม่เคยมีใครู้เรื่องนั้นมาก่อนเลย จึงถึงขั้นว่ามีเงินรางวัลสำหรับคนที่เดาได้ พอลองคิดถึงจำนวนเงินที่จะได้ อัตสึชิจึงสนใจอย่างมากที่จะลอง แต่ก็ไม่เป็นผล เดาไม่ถูกสักที

ทานิซากิได้รับโทรศัพท์ มีคดีจากหญิงสาวโดยที่เธอมีปัญหาว่ากลุ่มคนอันตรายรวมตัวกันอยู่ใกล้ๆกับที่ทำงาน หลังจากอธิบายรายระเอียด คุนิคิดะจึงแบ่งงานการสอบสวนให้เป็นคดีแรกของอัตสึชิ โดยให้ทานิซากิค่อยช่วย ซึ่งก็ได้นาโอมิพ่วงมาด้วย

ก่อนที่อัตสึชิจะออกจากสำนักงาน คุนิคิดะเตือนเขาเกี่ยวกับอาคุตาคาวะ ริวโนสุเกะ และพอร์ต มาเฟีย โดยคุนิคิดะบอกว่าอาคุตาคาวะมีพลังสังหาร และสำนักงานก็รับมือกับเขาไม่ได้ เพราะฉนั้นจึงให้หลีกเลี่ยงการปะทะ
คุนิคิดะรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนที่จะต่อสู้กับอาคุตาคาวะได้

หลังจากนั้น ผู้หญิงคนนั้นนำอัตสึชิ ทานิซากิ และนาโอมิมายังตรอกที่ปรากฏว่าเป็นตรอกลวง ผู้หญิงคนนั้นเปิดเผยว่าตนเองเป็นพอร์ตมาเฟีย หนึ่งในคนที่ทำงานใกล้ชิดกับอาคุตาคาวะ เธอเปิดยิงใส่พวกเขา นาโอมิได้รับบาดเจ็บหนัก อัตสึชิเห็นอย่างนั้นก็ประคองตนเองไม่อยู่ เพราะสถานการณ์ควบคุมไม่ได้แล้ว

ความกลัวของเขาแย่ลงไปอีกเมื่ออาคุตาคาวะปรากฏตัวขึ้น และโจมตีใส่ทานิซากิที่ไม่ทันได้มอง อาคุตาคาวะชี้แจงว่าเป้าหมายของพอร์ตมาเฟียคือตัวอัตสึชิเป็นๆ เพราะมีมือที่สามตั้งค่าหัวอัตสึชิเอาไว้
ระหว่างที่อัตสึชิกำลังมึนงง อาคุตาคาวะก็แทรกขึ้นโดยบอกว่ามันเป็นความผิดที่เพื่อนเขาต้องนอนตายอยู่บนถนน อัตสึชิเห็นภาพซ้อนทับถึงคำพูดร้ายกาจของอาจารย์ใหญ่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาเคยอยู่ ทั้งคู่ต่างป้ายความโชคร้าย บอกว่าเป็นเพราะเขาถึงเกิดเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้น ประณามที่เขายังคงมีชีวิตอยู่

หลังจากได้เห็นถึงพลัง ราโชมอน อัตสึชิตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น ทานิซากิที่ยังคงได้สติบอกให้เขารีบหนี แต่แทนที่จะวิ่งไป สัญชาติญานของอัตสึชิกลับบอกให้เขาลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นตามมาถ้าเขาหนีไป เขาจึงคว้าปืนของฮิกุจิแล้วพยายามจะยิงใส่อาคุตาคาวะ
ราโชมอนทำลายกระสุนทิ้ง ทำให้มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาชนะอาคุตาคะวะ

ราโชมอนกลืนกินขาขวาของอัตสึชิลงไป ทำให้เขากรีดร้องด้วยความทรมาน การบาดเจ็บทำให้เขาเห็นภาพในอดีตอีกครั้ง เป็นภาพอาจารย์ใหญ่ที่กำลังทำร้ายเขา โดยกำลังทุบตีและดุด่าเขาเพราะเขาร้องไห้ บอกว่าไม่มีเด็กกำพร้าถูกทิ้งคนไหนมีสิทธิ์ที่จะร้องให้ แม้ว่าอัตสึชิจะรู้ว่าเขาถูกทิ้งและเลี้ยงดูมาแบบผิดๆตลอดทั้งชีวิต แต่เขาก็รู้ดีเหมือนกันว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าความเป็นจริงมันจะเป็นอย่างไร

เสือครอบงำเขา. สร้างขาใหม่ให้กับอัตสึชิ สร้างความประทับใจให้กับอาคุตาคาวะ พวกเขาสู้กันอย่างดุเดือด และเมื่ออาคุตาคาวะฆ่าเขาได้ ปรากฏว่าเป็นเพียงภาพลวงตาของทานิซากิโดยอัตสึชิตัวจริงรอซุ่มโจมตีอยู่จากข้างหลังอาคุตาคาวะ อย่างไรก็ดี ดาไซปรากฏตัวขึ้น ลบล้างพลังของทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ร้ายใต้แสงจันทร์และราโชมอน
ส่งผลให้อัตสึชิหมดสติไป


เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย

  • เขาและตัวละครอีกหลายตัวปรากฏตัวในเกมมือถืออย่าง Love HeavenKimito Lead Puzzle 18, and Yumeiro Cast ในฐานะตัวละครลิมิต
  • ทรงผมของเขามาจากการที่มีเด็กคนหนึ่งตั้งใจแกล้งตัดในตอนที่เขายังเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และเขาก็ปล่อยให้มันเป็นทรงอย่างนี้ต่อไป
  • ปอยผมสีดำนั้นถูกตัดออกในอนิเม แต่ว่ายังคงปรากฏในภาพโปรโมทและเกมมือถือ
  • เมื่ออัตสึชิใส่เข็มขัด มันเหมือนจะกลายเป็นหางเสือสำหรับเขา ถ้าหากว่าอัตสึชิรู้สึกผ่อนคลายมันจะตกลง แล้วถ้าเขากลัว เข็มขัดจะตั้งขึ้นมา

คนแปล : กรี๊ดดด ไม่คิดว่าจะแปลเสร็จวันนี้เหมือนกันค่ะ ฮือออออ

แปล : DAZAI OSAMU bungou stray dog wiki

แปะลิงค์ต้นทางค่ะ : https://bungostraydogs.fandom.com/wiki/Osamu_Dazai


ฆ่าตัวตายอย่างสะอาด สดใส และพลานามัยดี

– ดาไซ โอซามุ

ดาไซ โอซามุ เป็นสมาชิกของสำนักงานนักสืบ และเคยเป็นผู้บริหารขององค์กรใต้ดินที่ดำมืดที่สุดของเมืองอย่างพอร์ต มาเฟีย มาก่อน


ดาไซ โอซามุ
AKA : คู่ทมิฬ (ร่วมกับนากาฮาระ ชูยะ)
: ปีศาจอัศจรรย์ของหน่วยกอริลล่า
: ผู้บริหารที่อายุน้อยที่สุดของพอร์ต มาเฟีย
: เมคเคอเรล (บนโทรศัพท์ของชูยะ)
: เครื่องสิ้นเปลืองผ้าพันแผล
ของชอบ : การฆ่าตัวตาย, ปู, สาเก, อายิโนะโมโตะ, ผงชูรส
ขอบที่ไม่ชอบ : หมา, นากาฮาระ ชูยะ


ลักษณะภายนอก

ดาไซเป็นผู้ชายหน้าตาดี เขามีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มหยักศกกับดวงตาหรี่แคบสีเดียวกัน
ผมหน้าม้าล้อมกรอบหน้าเขา และมีบางส่วนที่รวมกันอยู่กลางหน้าผาก
ร่างของเขาค่อนไปทางผอมและสูง

เขาแต่งตัวด้วยเสื้อโค้ทยาวสีทรายไม่ผูกสายคาดเอว ส่วนด้านใต้นั้นใส่เสื้อกั๊กสีดำกับเชิ้ตสีขาวลายทางสีฟ้าจางๆ และใส่ bolo tie ทับริบบิ้นสีน้ำตาล กลัดด้วยจี้เทอร์ควอยซ์
นอกจากนี้เขายังใส่กางเกงสีน้ำตาลอ่อนกับรองเท้าสีน้ำตาลเข้ม และมีผ้าพันแผลทั่วตัว
ยกเว้นก็ส่วนหน้า มือและเท้า ที่ไม่ถูกปกปิด
โดยเหตุผลสำหรับผ้าพันแผลพวกนั้นยังคงเป็นปริศนา

ตอนที่เขายังคงอยู่ในพอร์ต มาเฟีย ดาไซใส่เสื้อโค้ทสีดำยาวเลยเข่า และพันผ้าปิดตาขวาของเขาไว้ด้วย ส่วนแขนขวานั้นถูกใส่สลิงพยุงแขนไว้ เดาว่าเป็นผลมาจากงานอดิเรกฆ่าตัวตายของเขา แต่ไม่ว่ายังไง ดูเหมือนเขายังคงสามารถใช้แขนขวาของเขาได้ ซึ่งเป็นแขนข้างเดียวกับที่เล็งปืนใส่อาคุตาคาวะไปสามนัด


ลักษณะนิสัย

ดาไซเป็นผู้ชายลึกลับ จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขามักยากที่จะหยั่งถึงยกเว้นแต่ว่าเขาจะเปิดเผยมันด้วยตัวเอง ซึ่งคนที่รู้จักดาไซมากที่สุด และตัวดาไซเองก็รับรู้คือเพื่อนของเขา
โอดะ ซาคุโนะสุเกะ ซึ่งเคยพูดกับเขาไว้
“หาไม่เจอหรอก (…) นายควรจะรู้ด้วยตัวเองนะ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายที่ฆ่าคนหรือฝ่ายที่ช่วยคน มันจะไม่มีอะไรที่จะเติมเต็มจิตใจนายได้ จะไม่มีที่ไหนคลายความโดดเดี่ยวนายได้ นายจะวนเวียนอยู่ในความมืดนี้ตลอดไป”

ดาไซมักจะถูกเรียกว่าขี้เกียจโดยคุนิคิดะ ที่มักจะด่าเขาที่ไม่ทำงานให้เสร็จและทำตัวเฉื่อยชา แต่นอกจากนั้นเเล้ว ดาไซเองก็แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาอันเฉียบคมของเขา สันนิษฐานคลี่คลายเหตุการณ์ประหลาดที่อัตสึชิคิดว่าตนเองโดนเสือล่าทั้งๆที่ตนเองเป็นเสือที่ว่า
เขามั่นใจในตัวเองเสมอไม่ว่าจะต้องรับมือกับสถานการณ์แบบไหน ไม่ว่าจะต้องต่อสู้หรือตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่ตนเองทำขึ้นมาเอง
ส่วนใหญ่เเล้วดาไซเป็นพวกดราม่าเกินเหตุ เขามองการกระทำส่วนใหญ่ของตนเองเป็นเรื่องตลก แม้ว่าจริงๆแล้วจะเป็นแผนที่ถูกวางมาอย่างดีก็ตาม
ทว่าเขาก็ไม่ได้เอาผลงานจากสิ่งที่เขาทำเลย

นอกเหนือจากเรื่องหัวไวแล้ว ดาไซเองก็เป็นตัวตลกในเรื่อง และปรากฏด้านอ่อนโยนให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว

ดาไซบ้าคลั่งการฆ่าตัวตาย เขาพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งด้วยท่าทางติดตลกแต่ก็ไม่เป็นผลในหลายๆครั้งนั้น โดยเขาเคยเฉพาะเจาะจงว่าอยากฆ่าตัวตายคู่กับสาวสวย (บิดเบือนมาจากที่ในชีวิตจริงนั้นเขาพยายามฆ่าตัวตายกับผู้หญิงหลายคนมาแล้วหลายครั้ง)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะดูผิวเผินเหมือนการพยายามฆ่าตัวตายของเขาจะเป็นเรื่องตลก มันกลับแสดงให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ที่ดาไซเชื่อว่าไม่สามารถเติมเต็มได้
เขาเคยเชื่อว่าเขาจะเติมเต็มช่วงว่างนี้ได้ และหาเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ได้ถ้าหากว่าเขาอยู่ท่ามกลางกองเลือดและสงคราม
แต่โอดะเพื่อนของเขาได้โน้มน้าวของเขาในลมหายใจสุดท้ายของชีวิตให้เดินทางที่ดี โดยเชื่อว่าถ้าหากว่าความดีและความเลวไม่มีความหมายอะไรมากนักสำหรับดาไซแล้วล่ะก็ ถ้าอย่างนั้นดาไซอาจเป็นคนที่ดีขึ้นมาสักนิดก็ได้หากไปเดินทางที่ดี

ในอดีตที่เขาเองก็พยายามจะฆ่าตัวตายเหมือนกันไม่ได้ปรากฏเป็นลักษณะติดตลกเหมือนปัจจุบัน เขาแม้กระทั่งนิยามความตายว่าเป็นการหลุดพ้นออกจากโลกที่ยังมีอากาศหายใจ
ซึ่งน่าประหลาดว่าไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่เขาก็ไม่ตายซักที
นอกจากนั้นแล้วเขาเป็นคนมีระเบียบแบบแผนและโหดร้ายสิ้นดี อย่างการสร้างกับดักขึ้นมาจับเป็นเพื่อจะได้มาทรมานรีดข้อมูล และยังทำร้ายอาคุตาคาวะบ่อยครั้งสำหรับการไม่ทำตามคำสั่งและเพื่อผลักดันให้อาคุตาคาวะไปถึงขีดสุดจะได้ใช้พลังได้มากขึ้น
ดาไซเป็นคนมั่นในใจตัวเองและเป็นนักวางแผนที่มีฝีมืออย่างน่ากลัว เขาวางแผนการล่วงหน้าเพื่อที่จะได้เอาชนะศัตรู
โอดะยังเคยกล่าวไว้ว่ามีคำพูดในพอร์ตมาเฟียบอกว่า “โชคร้ายที่สุดสำหรับศัตรูของดาไซคือมีดาไซเป็นศัตรู”

ถึงแม้ในปัจจุบันเขาจะดูอ่อนโยนและตลกกว่า แต่ก็ยังคงปรากฏด้านมืดให้เห็นอยู่บ้าง เขายังคงวางแผนล่วงหน้าโดยที่ไม่ได้บอกเพื่อนรวมทีมจนกระทั่งถึงเวลาที่เหมาะสม นอกจากนั้นยังไม่ถือสาที่จะใช้วิธีสกปรกเพื่อที่จะได้เข้าใกล้เป้าหมายอีกด้วย อย่างเช่น การพังถุงลมนิรภัยในรถของอังโกะอย่างจงใจ เพื่อที่อังโกะจะได้บาดเจ็บหนักตอนที่รถชน ทำให้อังโกะให้ความร่วมมือในการขอโทษเคียวกะแลกกับการที่ถูกช่วยไว้
เมื่อเคียวกะแสดงท่าทีรู้สึกผิดที่เคยฆ่าไป 35 คน ดาไซก็ตอบกลับด้วยสีหน้าเป็นลางร้ายว่านั่นไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก
แต่อย่างไรก็ดี ดาไซเองก็มีความห่วงใยเพื่อนร่วมทีมและปกป้องพวกเขา โดยเฉพาะอัตสึชิที่ดูจะมีศักยภาพมากที่สุด


ความสามารถ

人間失格, Ningen Shikkaku, สูญสิ้นความเป็นคน เป็นความสามารถที่ลบล้างพลังของคนอื่นผ่านการสัมผัส ผ่านผิวหนังและไม่มีข้อยกเว้น ยกตัวอย่างเช่น เขาสามารถลบล้างพลังที่เข้ามาสัมผัสโดนตัวเขาทั้งๆที่ยังคงโดนล่ามโซ่อยู่ได้


พื้นเพ

ดาไซ และชูยะ
โมริ โอไกเจอ ดาไซ โอซามุตอนที่เขายังอายุเพียง 14 ปี เท่านั้น โดยเป็นคนไข้จากการพยายามฆ่าตัวตาย และในคืนเดียวกันนั้นเอง โมริสังหารบอสคนก่อนของ พอร์ต มาเฟีย ที่ตอนนั้นก็ดูไร้ชีวิตอยู่แล้ว โดยมีเพียงดาไซหนุ่มยืนมองเป็นพยานเพียงคนเดียว แล้วจากนั้นเขาจึงบอกเรื่องราวสำหรับปกปิดเรื่องนี้ให้ดาไซ ว่าบอสคนเก่านั้นตายไปเพราะป่วยหนัก โดยความหวังสุดท้ายคือให้โมริการุณยฆาต

ดาไซค่อยๆใกล้ชิดกับโมริที่พาเขาไปรักษาคนไข้ด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ดาไซตอนนั้นจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต มาเฟีย โมริก็ตั้งใจจะเลี้ยงเขาเป็นมือขวาของตนเองอยู่แล้ว โดยในช่วงนั้นดาไซยังคงพยายามฆ่าตัวตายอยู่เรื่อยๆ จนทำให้โมริรู้สึกผิดหวังในตัวเขาอยู่บ้าง
จากเดิมที่โมริเชื่อว่าพวกเขา “ลงเรือลำเดียวกัน” โมริก็ได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าเด็กคนนั้นดำมืดและฉลาดกว่าที่เขาคาดไว้มาก

เขาและชูยะเป็นคู่หูกันในตอนที่ยังอยู่พอร์ต มาเฟีย และทำลายล้างองค์กรค์ของศัตรูได้ภายในคืนเดียว จนได้รับขนานนามว่าเป็น “ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของโลกอาชญากรใต้ดิน” และได้รับฉายา คู่หูทมิฬ (双黒, Sōkoku).

ดาไซและยุคมืด
ในเหตุการณ์ Dark Era ดาไซเป็นหนึ่งในห้าของผู้บริหารพอร์ต มาเฟีย โดยเป็นคนอายุน้อยที่สุดที่เคยมีมา (คิดว่าน่าจะเป็นผู้บริหารตั้งแต่ก่อนอายุ 16) และเขายังเป็นตำนานที่มีชีวิตของพอร์ตมาเฟียเช่นกัน มีคำพูดให้ได้ยินไปทั่วมาเฟียว่า “โชคร้ายที่สุดของศัตรูของดาไซคือมีดาไซเป็นศัตรู” โดยในปีที่เขาเป็นผู้บริหารนั้น คนกว่าครึ่งของพอร์ตมาเฟียนั้นทำงานให้เขาเพียงคนเดียว โมริ โอไก ยังเคยกล่าวไว้ว่า “ลองดูซักอีกสี่หรือห้าปีสิ ฉันจะไม่แปลกใจเลยถ้าดาไซจะฆ่าฉันละชิงตำแหน่งขึ้นมาแทน”
นอกจากนี้เขามีความสามารถในการรีดข้อมูลด้วย อย่างที่อ้างกับโควโยวไว้ว่า “ยังไม่เคยมีใครเก็บข้อมูลได้จากการสอบสวนของฉันซักคนเลยนะ”
และเขาเป็นคนฝึกให้อาคุตาคะวะใช้พลังอีกด้วย และเป็นคนเสนอความคิดที่ให้อาคุตาคาวะใช้พลังตัดผ่านอากาศเป็นเกราะป้องกันตัวเอง

จุดพลิกผันที่ทำให้ดาไซออกจากพอร์ต มาเฟีย คือเพื่อนเก่าของเขา โอดะ ซาคุโนะสุเกะ ซึ่งเป็นมาเฟียตำแหน่งล่างๆ ที่ถูกฆ่าในความขัดเเย้งระหว่างพอร์ต มาเฟีย และมิมิค ซึ่งถูกควบคุมโดยโมริ โอไก ที่หวังจะได้ใบอนุญาติสำหรับประกอบการของผู้มีพลังพิเศษ สำหรับดำเนินการพอร์ต มาเฟีย ในฐานะองค์กร
จากที่โอไกตั้งใจจะปั่นหัว โอดะ ซาคุโนะสุเกะไปสู่การพลีชีพในการต่อสู้กับหัวหน้าของศัตรู ดาไซรับฟังคำสุดท้ายของโอดะอย่างจริงจัง “ฉันรู้ว่ามันไม่ต่างกันสำหรับนาย แต่ได้โปรดเป็นคนดีเถอะ ช่วยเหลือคนอ่อนเเอ ปกป้องเด็กกำพร้า ฉันรู้ว่านายไม่สนใจเรื่องความดีหรือเลว แต่การพยายามที่จะเป็นคนดีน่ะเป็นเรื่องดีนะ” ดาไซจึงตัดสินใจออกจากพอร์ตมาเฟีย ตอนนั้นเขาอายุ 18 ปี

เหตุการ์ณในตอนนั้นถูกกล่าวถึงโดยอาคุตาคาวะว่าตอนนั้นดาไซทิ้งภารกิจและหายไปจากพอร์ตมาเฟีย หลังจากนั้นดาไซสืบหา ทานิดะ ซันโทกะ ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้บังคับบัญชากระทรวงผู้มีพลังวิเศษของญี่ปุ่นและร้องของานที่เขาจะสามารถช่วยผู้คนได้ ทานิดะตอนแรกคิดว่าดาไซจะต้องการตำแหน่งในกระทรวงจึงลังเล แต่ดาไซก็บอกว่าเขาไม่เหมาะกับที่ที่มีกฏมากมายเท่าไหร่นัก ทานิดะจึงเสนอสำนักงานนักสืบให้กับดาไซ โดยมีข้อแม้ว่าคงต้องการเวลาอย่างน้อยสักสองปีในการล้างประวัติดาไซ ภายหลังเพื่อนของเขา ซาคากุจิ อังโกะ มีส่วนช่วยเหลือเขาในเรื่องนี้
โดนไม่มีปรากฏว่าภายในสองปีนั้นเขาทำอะไร แต่ดาไซ(ที่ยังคงไม่รู้ว่าพูดจริงหรือโกหก) เคยบอกว่า ก่อนที่เขาจะเข้าทำงานกับสำนักงานนักสืบนั้น เขาไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่มีแรงจูงใจ และมักจะเมาอยู่ที่บาร์ประจำ

ดาไซกับการสอบเข้า
ตอนที่อายุ 20 เขาเข้าร่วมกับสำนักงานนักสืบภายใต้การแนะนำของหัวหน้าทะนิดะของกระทรวงผู้มีพลังพิเศษ และในฐานะสมาชิกใหม่ ฟุคุซาวะ ยูคิจิไว้วางใจให้ คุนิคิดะ ดอปโป เป็นคนจัดการเรื่องการสอบเข้าของเขา หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ได้รับมอบหมายงานในคดีคนหายต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวในโยโกฮามะ ซึ่งคุนิคิดะตัดสินใจให้เป็นข้อสอบเข้าของดาไซ


พล็อต

ดาไซปรากฏตัวครั้งแรกโดยการลอยมาตามน้ำ พยายามที่จะฆ่าตัวตายจนกระทั่งเขาถูกเจอโดยนาคาจิม่า อัตสึชิที่กำลังหิวโหยโดยบังเอิญ หลังจากนั้น เขาและเพื่อนร่วมงานของเขา
คุนิคิดะ เลี้ยงข้าวอัตสึชิที่รับฟังว่าเกิดอะไรขึ้นเขาถึงลอยมาตามน้ำแถมยังหิวโหยอีกด้วย แล้วเขาจึงแนะนำตัวเองและคุนิคิดะว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานนักสืบ และพวกเขาต้องการที่จะไล่ล่าเจ้าเสือที่ดูเหมือนจะตามอัตสึชิ แถมยังก่อเหตุร้ายในทุกที่ที่ไป

ตอนกลางคืนระหว่างที่ดาไซและอัตสึชิกำลังรอเสือให้ปรากฏตัวอยู่นั้น เขาตระหนักดีว่าหลักฐานทั้งหมดนั้นชี้ไปยังอัตสึชิ ซึ่งคงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกเสียจากว่าตัวจริงของเสือนั้นจะเป็นอัตสึชิเอง และเมื่ออัตสึชิสูญเสียการควบคุมจนกลายร่างเป็นเสือเต็มตัว เขาก็ปราบลงได้ง่ายๆโดยใช้พลัง สูญสิ้นความเป็นคน ของตัวเขา และทำให้อัตสึชิหมดสติลง ดาไซจึงพาอัตสึชิกลับไปยังหอพักของสำนักงานนักสืบ และวันต่อมาก็โทรของความช่วยเหลือเนื่องจากติดอยู่ในถังน้ำมันพยายามจะฆ่าตัวตาย แล้วเขาก็ถือโอกาสได้ให้ที่อยู่ของสำนักงานนักสืบกับอัตสึชิไปด้วยเลย


บทพูด

  • (กับโอดะซาคุ) “หลายอย่างบนโลกนี้น่ะ ทำให้สำเร็จมันยากกว่าทำให้ล้มเหลวใช่ไหมล่ะ? (…) เพราะงั้นหมายความว่าฉันไม่ควรจะตั้งการฆ่าตัวตายเป็นเป้าหมาย แต่เป็น การพยายามฆ่าตัวตายต่างหากล่ะ! มันอาจยากกว่าที่จะฆ่าตัวตายให้สำเร็จ แต่ถ้าพยายามฆ่าตัวตายให้ไม่สำเร็จก็คงง่ายกว่าใช่ไหมล่ะ!”
  • (เมื่อโอดะถามว่าเขาได้แผลเพิ่มมาได้ยังไง) “ระหว่างที่กำลังอ่านหนังสือชื่อ ‘วิธีการป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ‘ แล้วฉันก็ดันเดินเผลอตกคูน้ำน่ะ (…) ฉันตกหน้าผาตอนที่กำลังขับรถขึ้นเขาน่ะ (…) ฉันกำลังลองวิธีฆ่าตัวตายแบบใหม่ โดยการเอาหัวโขกกับมุมเต้าหู้น่ะ”
  • “ยิ่งขัดแย้งกันเพราะฉันงั้นเหรอ.. ดีจัง”
  • “นายมันโง่ โอดะซาคุ นายมันโง่มาก! (…) ไปร่วมกับคนพวกนี้เพื่อพลีชีพเนี่ยนะ นายมันโง่!
  • (หลังจากที่กินเห็นที่ทำให้เกิดภาพหลอนเข้าไป) “โฮ่โฮ่โฮ่โฮ่โฮ่, อย่างที่คิดเลย ‘คู่มือการฆ่าตัวตายอย่างสมบูรณ์’เป็นผลงานชั้นยอด! แค่กินเห็ดที่โตในหุบเขาข้างหลังนี่ฉันก็สามารถที่จะเดินบนเส้นทางแห่งความสุขและความยินดีสู่การฆ่าตัวตายได้แล้ว! (…) นี่ๆคุนิคิดะคุง มาสู่ยมโลกด้วยกันซี่~! ดูสิ! มีเหล้าให้ดื่มฟรีเท่าที่อยาก อาหารก็มีไม่อั้น จะส่งสาวสวยยังไงก็ได้ตามที่ต้องการเลยนาา! (…) โห! ดูสิคุนิคิดะคุง มีดอกไม้ทะเลอันใหญ่อยู่นอกหน้าต่างล่ะ! กล้วย! มันกำลังกินกล้วยล่ะ! มันกำลังเอาที่เป่าของเล่นสีขาวรอบๆเราไป! (…) ฉันรู้แล้ว! ฉันจะแก้ผ้า! ยอดคนดูต้องพุ่งแน่ๆถ้าฉันแก้ผ้า! มันทำใจยากหน่อยแต่มาแก้ผ้ากันเถอะ แล้วค่อยเปลี่ยนไปใส่ชุดรัดรูปกัน! ทุกคนใส่ชุดรัดรูป ไปธนาคาร แล้วก็เต้นโคแซค! (…) เสียงนั้น.. อื้อ เขา–เขาอยู่ในหัวฉัน!..คุณปู่ตัวจิ๋ว! และเขากำลังกระซิบให้ฉันไปเกียวโต มันมีเต้าหูของเเท้ที่รสชาติประหลาดๆที่ฉันห้ามพลาด—-“
  • “… หรือว่าจะกลัวงั้นเหรอ โมริซัง? ว่าวันหนึ่งฉันจะเฉือนคอคุณแล้วก็ยึดตำแหน่งบอสขึ้นมาแทน แบบเดียวกันกับที่คุณเคยทำบอสคนเก่าแบบนั้นน่ะ”
  • “ผู้คนกลัวความตาย แต่ทว่า ในเวลาเดียวกัน ผู้คนเองก็ถูกดึงดูดด้วยความตายเช่นเดียวกัน ความตายนั้นถูกกล่าวถึงอย่างไม่สิ้นสุดในวรรณกรรม มันเป็นเป็นเหตุการณ์เดียวในชีวิตที่ไม่สามารถจะย้อนกลับได้ ฉันถึงต้องการมันยังไงล่ะ
  • “อะไรก็ตามที่ฉันไม่อยากสูญเสียฉันจะสูญเสียมัน อย่างกับว่าอะไรก็ตามที่มีค่าพอให้ไขว่คว้าจะหายไปในทันทีที่ได้ครอบครอง มันไม่มีอะไรมีค่ามากพอที่จะต่อชีวิตอันทุกข์ทรมาณนี้เพื่อไล่ตามหรอก

เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย

  • อดีตของดาไซและฟีโอดอร์เหมือนว่าจะอิงมาจาก อาชญกรรมและการลงทัณฑ์ ของโอบะ ที่ได้แรงบันดาลใจมากจาก สูญสิ้นความเป็นคน
  • เขาและตัวละครบางส่วนปรากฎตัวในเกม  Love Heaven ในฐานะตัวละครลิมิต
  • เขาและตัวละครบางส่วนปรากฏตัวในเกม Kimito Lead Puzzle 18 ในฐานะตัวละครลิมิต
  • เขาและตัวละครบางส่วนปรากฏตัวในเกม  Yumeiro Cast ในฐานะตัวละครลิมิต
  • การพยายามที่จะฆ่าตัวตายของเขากับผู้หญิงสวยน่าจะมีส่วนมาจากในชีวิตจริงที่เขาพยายามจะฆ่าตัวตายร่วมกับ ทานาเบะ ชิเมโกะ และ โอยามะ ฮึสึโยะ ก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตายกับคนรักของเขา ยามาซากิ โทมิเอะ ได้สำเร็จ
    • เป็นไปได้ว่าการพยายามฆ่าตัวตายอาจอ้างอิงมาจาก สูญสิ้นความเป็นคน ที่
      ยาโซะ โอบะ พยายามจะฆ่าตัวตายหลายครั้งในเรื่อง สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่อลหม่านของดาไซ โอซามุ
  • เขาเคยเป็นผู้บริหารที่อายุน้อยที่สุดของพอร์ตมาเฟีย
  • ในชีวิตจริง เขามักจะรวมกลุ่มกับ ซาคาคุจิ อังโกะ และ โอดะ ซาคุโนะสุเกะ ในฐานะกลุ่ม บุไรฮะ หรือโรงเรียนความเสื่อมโทรม
    • ซึ่งในซีรี่ย์จะมีพากพึงถึง เห็นได้จากการที่ทั้งสามมักจะไปเจอกันที่บาร์ อย่างใน  Dazai and the Dark Era และภาพบนปฎิทิน
  • ดาไซมักจะพูดด้วยคำที่เป็นกลางไม่บอกเพศอย่าง watashi มากกว่าที่จะใช้คำผู้ชายอย่าง boku หรือ ore ซึ่งดูเหมือนจะมาจากรูปแบบนิยายที่ ดาไซ โอซามุ ตัวจริงถนัด ซึ่งเขามักจะใช้ watashi บ่อยกว่าคำอื่นๆ
  • ดาไซขับรถห่วยมาก อย่างที่เห็นในนิยาย “Dazai Osamu’s Entrance Exam”.
  • สเปคของเขาคือผู้หญิงคนไหนก็ได้ที่จะฆ่าตัวตายร่วมกับเขา

ผู้แปล : ยาวมากค่ะ… เหนื่อย… ยังเหลือพวก พล็อต บทพูด กับพวกเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่ขอเลื่อนไว้ก่อนเพราะมีแผนจะวิเคราะห์นิสัยดาไซ และแปลวิกิคนอื่นอยู่อีกค่ะ

อัพเดท ในที่สุดก็แปลเสร็จล่ะ!!!