FANFIC BSD : Dazai osamu’s birth day

สุขสันต์วันเกิดดาไซย้อนหลังค่ะ แต่งด้วยความวูบเลยอาจสั้นๆมึนๆหน่อย
Pairing : OdasakuXDazai, DazaiXChuuya

คำเตือน : มีการกล่าวถึงการตาย การฆ่าตัวตายอยู่ค่ะ


หลุมศพของโอดะซาคุไม่เหมือนเดิม
ดาไซมองเห็นใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น เรือนผมสีส้มแดงที่โดดเด่นของอีกฝ่ายทำให้เขาหัวเราะออกมาทั้งๆที่ไม่มีอะไรตลกเลย
นากาฮาระ ชูยะ มนุษย์คนสุดท้ายที่เขาจะนึกถึงว่าจะเจอยืนอยู่ตรงนั้น

“มาทำอะไรเนี่ย ชูยะ” เขาถาม พลางเลื่อนสายตาไปมองดอกบ๊วยที่ถูกวางอยู่หน้าหลุมศพ แน่นอนว่าไม่ใช่ฝีมือดาไซ เขาไม่เคยจะหยิบดอกไม้ติดมือมาที่หลุมศพของโอดะซาคุสักครั้งอยู่แล้ว

เพราะการจากไปของเขาไม่ใช่เรื่องดี ดาไซจึงไม่เคยคิดจะไหว้หลุมศพหรือวางดอกไม้อย่างเป็นทางการ

.

“มาหาแกนั่นแหละ” ชูยะพูดเหมือนบ่น เสียงของเขาฟังดูไม่กระด้างเหมือนอย่างเคย “เป็นที่ที่ยังไงแกก็ต้องมาใช่ไหมล่ะ แต่ถ้าจะให้มาหลุมศพคนอื่นตัวเปล่าก็แปลกๆเลยถือดอกไม้ติดมือมาด้วยแค่นั้นแหละ”
“แล้วมีอะไรล่ะ?”
“เจ้โควโยวกับบอสฝากของมาให้ วันเกิดแกใช่ไหมล่ะ”
ถุงกระดาษในมือชูยะถูกยื่นมาให้ ดาไซรับมามองด้วยความมึนงง
“วันเกิดฉันเหรอ?”
“ไอ้บ้า นี่แกอย่าบอกนะว่าจำไม่ได้?”

ดาไซหัวเราะ เปล่งประกายมาก ชูยะที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นรอยยิ้มแบบนั้นสักครั้งในชีวิตชะงักไปวูบหนึ่ง

.

ไม่ ไม่ใช่หรอก  

มันเป็นแค่วันที่เขาคิดจะฆ่าตัวตายอีกวันหนึ่ง แล้วโมริซังก็บังเอิญเจอแค่นั้นเอง

รอยยิ้มของดาไซยังคงกว้างมาก เปล่งประกายมาก แต่ไปไม่ถึงตาโดยไม่มีใครเห็น.

วันเกิดเขาจริงๆน่ะจำไม่ได้หรอก ดาไซไม่ได้คิดจะจำอยู่แล้ว เขาเผาเอกสารข้อมูลไร้สาระพวกนั้นทิ้งไปตั้งแต่ได้จับ ไม่ได้สนใจจะแม้แต่เหลียวมองด้วยซ้ำ

“นั่นสินะ เป็นวันเกิดฉันนี่นา”
คนตัวสูงย้ำ รู้ความจริงดีอยู่แก่ใจ
ระหว่างเหลือบมองชูยะแล้วเผลอคิดว่าก็ดีเหมือนกัน.

มีคนใส่ใจ มีคนจำได้ก็ดีเหมือนกัน

เขานึกเสียดายที่ตัวเองเผาเอกสารนั้นฉับพลัน

“แล้วไม่มีของขวัญจากชูยะหรือไง?” ดาไซถามกลับ แกล้งหยอกล้อ ชูยะทำท่าจะโวยแต่สุดท้ายก็ถอนหายใจใส่
“ถ้าแกมีชีวิตอยู่ถึงปีหน้า ฉันอาจมีอะไรให้ก็ได้”
“ฉันไม่สัญญาหรอกนะ”
ชูยะไม่ได้แปลกใจกับคำตอบ เขาเลยถอนหายใจอีกครั้งแล้วพูดทิ้งท้ายก่อนที่จะหันหลังเดินออกไป

“โอดะอยากให้แกมีชีวิตอยู่ต่อไม่ใช่หรือไง?”

ดาไซที่เคยคิดว่าตนเองยืนอยู่คนเดียวบนโลก ต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น
ด้วยคำพูดนั้นทุกอย่างพังทลายและอีกฝากของกำแพงใหญ่นั้นเขาเห็นชูยะและโอดะซาคุยืนอยู่ตรงนั้น

ขอบคุณ
ดาไซพึมพำตอบกลับลับหลัง
สายลมพัดมากระซิบเป็นคำเดียวกัน เขาไม่รู้ว่านั่นมาจากโอดะซาคุหรือชูยะกันแน่.

ได้วิสกี้ออนเดอะร็อคซักแก้วที่บาร์ลูแปงก็คงดี.


แถม : วันเกิดดาไซสมัยอยู่พอร์ต มาเฟีย.

“เกลียดขนาดนั้นเลยเหรอ ตัวตนเธอแต่ก่อนน่ะ” โมริถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ ระหว่างมองกองไฟตรงหน้า สายตาเขาจดจ้องไปทางเอกสารพวกนั้นอย่างเสียดาย
ประวัติพวกนั้นใช่ว่าจะรวบรวมได้ง่ายๆเสียเมื่อไหร่ แต่พอยกให้ดาไซแล้วเด็กหนุ่มกลับคว้าไฟแช็กไปเผาเสียอย่างนั้น

“ก็ไม่ได้เกลียดหรอก” ดาไซตอบเสียงเรียบ มองกองไฟตรงหน้าด้วยสายตาพึงพอใจ “ผมน่ะ ไม่คิดจะสนใจเอกสารพวกนั้นหรอก แต่พอเห็นรายละเอียดแล้วมันก็อดหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้น่ะครับ”

“โอ้– แต่มันรวบรวมมาได้ยากมากเลยนะ ดาไซคุง”

“ถ้าว่างมากก็ไปอ่านเชลลิ่งให้จบเถอะครับ” เด็กหนุ่มถอนหายใจ หมุนตัวจะเดินออกจากตรงนั้นเมื่อเห็นไฟเริ่มมอดลง ในขณะที่โมริหัวเราะขำ เรียกรั้งเอาไว้
“นี่” เขาโยนกล่องขนาดพอฝ่ามือให้กับดาไซ “ถ้างั้นก็ถือว่าวันที่เธอเข้าพอร์ตมาเฟียเป็นวันเกิดเธอก็แล้วกัน ดีไหม ดาไซคุง? งั้นก็สุขสันต์วันเกิดนะ”

เหมือนที่ไม่ได้เกลียดอะไรเอกสารพวกนั้น
ดาไซเองก็ไม่ได้เกลียดของขวัญจากโมริซังเช่นกัน แต่เขาจำได้ว่าของขวัญชิ้นนั้นเขาโยนทิ้งไปในวันเดียวกันนั้นเอง


หมายเหตุ : – ความหมายของดอกบ๊วยในภาษาดอกไม้คือ ความงดงาม ความซื่อสัตย์ และหัวใจที่บริสุทธิ์ค่ะ เลยให้ชูยะวางดอกบ๊วยที่หลุมศะโอดะซาคุ
– เราว่าก่อนที่ดาไซจะกลายเป็นพวกคลั่งการฆ่าตัวตายอย่างที่เห็น ก็คงต้องมีประวัติดาร์กๆมาก่อนจนกลายเป็นอย่างนี้ล่ะค่ะ เพราะงั้นเลยให้ดาไซเผาเอกสารข้อมูลของตัวเองทิ้งไปค่ะ ซึ่งอันที่จริง ตัวตนของดาไซเราว่าดาไซคงไม่ยินดียินร้ายกับเอกสารพวกนั้นค่ะ แต่คงไม่คิดจะสนใจอยู่แล้วล่ะค่ะ แบบ “แบบ มีงั้นเหรอ อืม น่าเบื่อตายชักเอกสารพวกนั้นน่ะ ก็ฉันรู้หมดแล้วนี่นา”
– เครื่องดื่มที่ดาไซดื่มที่บาร์มันเหมือนวิสกี้ออนเดอะร็อคเลยเขียนให้เป็นวิสกี้ออนเดอะร็อคไปค่ะ ซึ่งถามว่าใช่ไหม ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ 5555

แปล : NAKAHARA CHUUYA bungou stray dog wiki

แปะลิงค์ต้นทาง : https://bungostraydogs.fandom.com/wiki/Chūya_Nakahara


นากาฮาระ ชูยะ เป็นสมาชิกของพอร์ตมาเฟีย และเคยเป็นคู่หูเก่าของดาไซภายใต้ฉายาคู่ทมิฬมาก่อน
เขาเป็นหนึ่งในห้าของผู้บริหารพอร์ตมาเฟีย


นากาฮาระ ชูยะ
AKA: อะราฮาบากิ(อดีต)
: ราชันย์แห่งแกะ (อดีต)
: คู่ทมิฬ (อดีต, ร่วมกับดาไซ โอซามุ)
: คุณหมวกแฟนซี (โดย เอนโดกาวะ รัมโป)
: ทาก (บนโทรศัพท์ของดาไซ)
: ผู้มีพลังพิเศษหมายเลข A5158 (โดยกระทรวงผู้มีพลังพิเศษ)


รูปลักษณ์ภายนอก

ชูยะค่อนข้างเตี้ย ร่างเล็ก แต่ก็มีกล้ามเนื้อ, เขามีดวงตาสีเทา และผมสีส้มสว่างที่ล้อมกรอบหน้าของเขาไว้ กับผมบางส่วนที่ยาวพาดไหล่ซ้าย
เขาใส่หมวกสีดำคาดแถบแดง และมีโซ่สีเงินบางๆห้องลงมาจากปีกหมวก

เครื่อแต่งกายของเขาประกอปด้วยเสื้อเชิ้ตขาวกระดุมหน้าภายใต้เสื้อกั๊กสีแดงเข้ม
และใส่โชคเกอร์ที่คอคล้ายกับปลอกคอสัตว์ เขาสวมใส่ bolo tie แบบริบบิ้นสีดำกับที่ติดคล้ายหัวเข็มขัดสีเงิน, เขาสวมสูทครึ่งตัวสีดำที่พับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก กางเกงแสลคสีดำ เข็มขัดดำที่ห้อยอยู่บริเวณสะโพกข้างขวา และรองเท้าส้นเตี้ยสีดำ
โดยส่วนมากแล้วจะเห็นเขาใส่ถุงมือสีดำอยู่เสมอ และชูยะมักจะใส่โค้ทยาวสีดำที่มีปกและซับในสีแดงสว่าง โดยใส่คลุมไหล่ไว้เหมือนผ้าคลุม


ลักษณะนิสัย

ดูภายนอก ชูยะดูจะเป็นคนฉุนเฉียว และค่อนข้างจะหยิิ่งยโส แถมยังทื่อตรงอีกด้วย เขาสนุกสนานกับการต่อสู้ และชอบที่จะแสดงฝีมือความสามารถในการต่อสู้ แถมยังภาคภูมิใจกับชื่อเสียงด้านการเป็นบุคคลที่เเข็งแกร่งที่สุดในการต่อสู้ระยะประชิดของพอร์ต มาเฟียอีกด้วย และด้วยความภาคภูมิใจก็เคยพูดเสียดสีคู่ต่อสู้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยไปถึงขั้นเยาะเย้ยอีกฝ่ายกลางการต่อสู้
และสมกับที่เป็นผู้บริหาร เขาไม่เคยลังเลในการจัดการกับศัตรูของ พอร์ต มาเฟีย ถ้าหากจำเป็น ซึ่งรวมไปถึงการฆ่าด้วย แต่วิธีของเขาไม่ได้ไปถึงขั้นฆาตกรรมแบบสมาชิกคนอื่นเช่น อาคุตาคาวะ ริวโนะสุเกะ หรือสมาชิกกิ้งก่าดำ

ถึงแม้ว่าชูยะจะดูเป็นพวกฉุนเฉียว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รับฟังเหตุผลใดๆเลย ในความเป็นจริง เขาค่อนข้างเป็นคนมีเหตุผลด้วยซ้ำถ้าไม่มีใครไปกระตุกต่อมเขา และถึงแม้ความสามารถจะทำให้เขาดูอันตราย เขาก็น่าไว้วางใจมากพอที่จะทำให้บอสโมริมอบหมายงานเผชิญหน้ากับสำนักงานนักสืบในระหว่างความขัดแย้งสามทางกับกิลด์
เขาอาจไม่ได้ลังเลที่จะตอบโต้ โยซาโนะ อากิโกะ กับ มายาซาวะ เคนจิ (ซึ่งจริงๆแล้วเขาถือว่าเป็นเกียรติ์ด้วยซ้ำหากว่าอีกฝ่ายสู้อย่างตั้งใจ)แต่เมื่อ ฟุคุซาวะ ยูคิจิ ชี้บอกเขาถึงข้อมูลเพิ่มเติม ชูยะก็ออกไปจากการต่อสู้โดยทันที และยังคงปรากฏว่าเขามีธาตุแท้ของมาเฟียอยู่บ้าง อย่างเช่นการที่ไม่รู้สึกผิดที่มาเฟียจงใจสร้างสถานการณ์อันตรายเพื่อดึง ทานิซากิ นาโอมิ กับ ฮิโรโกะ มาเป็นเหยื่อล่อ ที่จริงแล้วเขาค่อนข้างยินดีด้วยซ้ำ เมื่อรู้ว่านั่นจะทำให้สำนักงานนักสืบต้องโกรธจัดอย่างแน่นอน

อาจไร้ความปราณี แต่ชูยะก็ฆ่าแค่เท่าที่จำเป็น เขารู้ถึงความสำคัญของการประณีประณอมและการใช้เหตุผล เขาหยุดใช้ความรุนแรงได้เมื่อจำเป็น และฉลาดพอที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะพอ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีความขัดแย้งระหว่างเขากับ อาเธอร์ ริมโบลด์ (Arthur Rimbaud) ที่อาเธอร์ได้รับคำสั่งใส่มาฆ่าเขาตั้งแต่ก่อนที่ชูยะจะเข้าพอร์ตมาเฟียตอนอายุสิบห้า ชูยะตั้งใจจะฆ่าเขา แต่ก็รับฟังคำพูดสุดท้ายโดยไร้ความโกรธแค้นหรือการเยาะเย้ย ซึ่งอันที่จริงคำพูดสุดท้ายของริมโบลด์นั้นก็ส่งผลอย่างลึกๆสำหรับมุมมองของชูยะต่อชีวิตและตัวตนของเขา
ชูยะได้รับหมวกของริมโบลด์เป็นของขวัญตอนเข้าพอร์ตมาเฟีย และผลคือเขาดูแลหมวกนั่นเป็นอย่างดี 

หลังจากที่ดาไซ โอซามุ “การุณยฆาต” ศัตรูโดยการยิงซ้ำๆและหัวเราะเยาะไปยังศพ ชูยะบอกให้เขาหยุด และมองว่าการกระทำแบบนั้นของดาไซเป็นอะไรที่ไร้สาระ
และแม้ว่าเขาจะขัดค้องใจกับ ซาคาคุจิ อังโกะ ชูยะก็รู้ดีว่าเขาติดหนี้ผู้ชายคนนั้นเลยยอมที่จะหยุดความขัดค้องใจของตนเอง(ทั้งต่ออังโกะ และลูกน้องเขาเขา สึจิมุระ มิซึกิ)ไว้จนกว่าจะตอบแทนหนี้ได้สำเร็จ

จากที่ชูยะถือหน้าที่ปกป้องความเป็นอยู่ของพวกแกะจากศัตรู จึงสามารถเห็นได้ถึงความซื่อสัตย์และการถวายตัวต่อพอร์ตมาเฟียของเขา จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อความสำคัญอันดับหนึ่งของเขาคือความเป็นอยู่และความสำเร็จของพอร์ต มาเฟีย และจะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งเขาจากความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารของพอร์ตมาเฟียได้แม้ว่านั่นจะหมายถึงต้องฆ่าคนก็ตามที.
เขาเป็นพวกซื่อสัตย์อย่างรุนแรง ชูยะจะไม่ทนต่อการทรยศ และเขาดูแลลูกน้องในความดูแลค่อนข้างดีทีเดียว

ในอดีต ชูยะล้มลุกคลุกคลานอย่างหนักกับตัวตนและจุดยืนความเป็นมนุษย์ของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอราฮาบากิทำให้เขาตั้งคำถามว่าเขาเป็นมนุษย์มากน้อยแค่ไหนกัน และยิ่งแย่ไปอีกเมื่อเขาไม่รู้ความจริงว่าทำไมเขาถึงถูกปล่อยมาจากการครอบครองของรัฐบาลตั้งแต่แรก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาแข็งแกร่งแค่ไหน ผลจากการที่รู้ว่าตนเองเป็นดั่งเทพเจ้าทำให้เขาคิดว่าเขาไม่ต้องกังวลหรือกลัวในการต่อสู้ไหนๆ รู้ว่าตัวเองจะชนะโดยไร้รอยขีดข่วนอยู่เสมอ ทำให้เขาเชื่อ –ในหัว– ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ และไม่สามารถจะเข้าใจความรู้สึกลึกๆของมนุษย์ได้

เพื่อที่จะยั้งมือไว้ เขาก็เลยมักที่จะชอบใช้เท้าเตะมากกว่าที่จะใช้หมัดและไม่เคยที่จะถอดถุงมือ เขาจินตนาการไว้ว่าถ้าวันหนึ่งเขาต้องต่อสู้โดยที่จำเป็นต้องถอดถุงมือแล้วล่ะก็ มันจะเป็นเพราะเขาไม่สามารถที่จะสนุกกับการต่อสู้ที่เร่งรีบได้และเขาคงจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งในอีกแง่หนึ่งมันทำให้เขานึกถึงชีวิตแต่ก่อนที่รู้สึกเหมือนวิญญาณในร่างคนอื่นมากกว่าจะเป็นมนุษย์ก็ตาม.
และนั่นทำให้ชูยะถอดถุงมือเฉพาะเวลาใช้ มลทิน ในเวลาชี้เป็นชี้ตายเพียงเท่านั้น

หลังจากที่ ริมโบลด์ พูดเกี่ยวกับความเชื่อของเขาบนมวลมนุษยชาติ ชูยะก็เปลี่ยนใจมาใช้ชีวิตอย่างจริงจังมากขึ้น และการทรยศของแกะก็ส่งผลกับเขาอย่างมหันต์ พร้อมกับการที่พอร์ต มาเฟีย เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงในการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับตัวตนของเขา เขาจึงเปลี่ยนมาภักดีต่อมาเฟียทันที และแรงผลักดันจากการที่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นกว่านี้ส่งผลให้เขาไต่เต้าอันดับในพอร์ต มาเฟีย อย่างรวดเร็วมากกว่าที่คาดไว้

ชูยะเกลียดและดูถูกดาไซอย่างรุนแรง สองคนนี้ไม่เคยอยู่ด้วยกันได้เมื่อชูยะเกลียดนิสัยลึกๆของดาไซที่เป็นเจ้าเล่ห์ไหลไปเรื่อย และดาไซมักจะมีทางที่จะลบพลังแล้วหัวเราะเยาะ หยามเกียรติชูยะอยู่เสมอ แถมดาไซยังเป็นคนที่ทำให้พวกแกะทิ้งแล้วทรยศเขาในอดีตอีกด้วย
ปัจจุบันคำล้อเลียนสักคำจากดาไซก็ทำให้ชูยะไขว้เขวได้แล้ว อาศัยจากการที่ชูยะเป็นคนอารมณ์ร้อนและถือเกียรติ์ในตัว ทำให้ง่ายมากที่จะล่อลวงดึงความสนใจจากงานในมือที่เขากำลังทำ
แต่ไม่ว่ายังไง ตามธรรมชาติของ คู่ทมิฬ ชูยะรู้บทบาทดีว่าดาไซเป็นนักวางแผน เขาจึงให้ความเชื่อใจดาไซแม้สักเล็กน้อยเพราะรู้ดีว่าดาไซคำนวนสถานการณ์ที่ดีที่สุดเอาไว้แล้ว


ความสามารถ

ความสามารถของเขา ความเศร้าเคล้ามลทิน For The Tainted Sorrow (汚れっちまった悲しみに) เกี่ยวข้องกับการควบคุมแรงโน้มถ่วง ทำให้เขาสำมารที่จะควบคุมหรือสร้างแรงโน้มถ่วงได้ และเขายังสามารถที่จะเปลี่ยนแรงโน้มถ่วงที่ส่งผลต่อสิ่งที่เขาสัมผัสได้.
นอกจากนั้นยังเห็นว่าเขาสามารถจะยืนและเดินกลับหัวบนเพดานได้อีกด้วย

Gravity manipulation

มลทิน Corruption (汚濁, Ojoku) เป็นรูปแบบที่แท้จริงของพลังชูยะที่อันตรายมาก มันจะถูกเปิดใช้งานโดยบทกลอน

เจ้าผู้มอบความเสื่อมทรามอันมืดมิดนั้น.
อย่าได้ปลุกให้ข้าตื่นขึ้นมาอีกเลย

ความสามารถนี้ทำให้เขาสามารถที่จะควบคุมแรงโน้มถ่วงรอบตัวเขา โดยเพิ่มความหนาแน่นของมัน ทำให้สามารถที่จะพังรถถังได้ด้วยมื้อเปล่าด้วยซ้ำ และเขายังสามารถที่จะยิงลูกบอลที่เป็นการอัดแน่นของแรงโน้มถ่วงจนกลายเป็นหลุมดำที่กลืนกินทุกสิ่งอย่าง
อย่างไรก็ตาม ชูยะควบคุมพลังนี้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้ถูกลบพลังเขาจะบ้าคลั่งอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะตาย

ร่างมลทินมีผลมาจากตัวตนแรกของชูยะในฐานะ อราฮาบากิ เทพแห่งการทำลายล้าง
เมื่อชูยะปลดปล่อยพลังออกมา มลทินจะควบคุมร่างเขา เปลี่ยนชูยะเป็นตัวตนที่แท้จริงพร้อมกับสัญชาติญาณการทำลายล้างที่ไม่สามารถควบคุมได้
ซึ่งเป็นผลมาจากคติประจำตัวของเขา ชูยะจึงถอดถุงมืดตอนใช้มลทิน


พื้นเพ

ดาไซและชูยะ อายุสิบห้า

ประมาณสิบห้าปีที่แล้ว ตัวตนของชูยะเริ่มต้นเป็นที่รู้จักในฐานะภาชนะของเทพอราฮาบากิ

มีตัวตนในฐานะตัวแทนของภัยพิบัติและการทำลายล้างโดยเฉพาะ อราฮาบากิไม่รับรู้ถึงเวลา ความคิด หรือตัวตน มันแค่มีอยู่ แล้วถูกปกปิดโดยทางการทหารของญี่ปุ่น และถึงแม้ว่าจะไม่รับรู้อะไรไปมากกว่าการที่ตนเองมีตัวตนอยู่ อราฮาบากิรู้ว่าตัวเองถูกล่ามไว้และกักขังจากโลกภายนอก

วันหนึ่ง อาเธอร์ ริมโบลด์ แทรกซึมเข้าไปในกระทวงทหารและพยายามที่จะใช้ความเป็นภัยพิบัติของอราฮาบากิในฐานะส่วนหนึ่งของพลังเขาที่เป็นการชี้นำ อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้ผล กลับกลายเป็นว่าแค่ขโมยสิ่งที่กักขังอราฮาบากิไว้แล้วปลดปล่อยมันออกจากความมืดมิดอันเเสนโดดเดี่ยวนั้นและสร้างตัวตนมนุษย์ขึ้นมาแทน ซึ่งก็คือ นากาฮาระ ชูยะ
ผลทำให้ทั้งเทพและภาชนะสูญเสียความทรงจำตั้งแต่ก่อนอายุเจ็ดขวบ
มันเป็นแปดปีก่อนที่จะมาเจอดาไซ

เมื่อสูญเสียสิ่งยึดเหนี่ยว อราฮาบากิ ที่ตอนนี้รวมเข้ากับชูยะแล้วสูญเสียการควบคุม
ทำลายล้างโรงงานและเกือบๆจะทุกอย่างในนั้น แต่ช่วยริมโบลด์ไว้ ซึ่งคาดว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดตรอกซอย cone street เล็กๆขึ้นแทนถนนที่อยู่ตรงนั้น เกิดเป็นสลัมขึ้นมา

ถึงแม้จะมีจุดหมายและตัวตน แต่ชูยะก็ไม่มีความทรงจำในชีวิตก่อนช่วงอายุเจ็ดปี ซึ่งเป็นปีที่เขารวมเข้ากับอราฮาบากิเลย เขาจำการมีอยู่ของอราฮาบากิได้ จำได้ว่าถูกล้อมรอบด้วยความมืดมิดสีน้ำเงิน กักขังไว้ในโรงงาน แต่ไม่รู้ว่าทำไมอราฮาบากิถูกปลดปล่อยหรือไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมีตัวตนมนุษย์ขึ้นมา เขาจำได้เพียงมีมือใครบางคนยื่นเข้ามาดึงเขาออกจากห่วงโซ่นั้นแล้วปลดปล่อยเขา จากนั้นมาชูยะจึงตั้งเป้าหมายหลักเป็นการตามหาตัวตนที่แท้จริงของเขา

ไม่แน่ชัดว่าเป็นช่วงไหน แต่ชูยะเข้าร่วมกับพวกแกะ เป็นกลุ่มที่รวมพวกเด็กวัยรุ่นผู้ชายเข้าด้วยกันซึ่งมีอาณาเขตของตนเอง ด้วยพลัง ความเศร้าเคล้ามลทิน ของชูยะทำให้เขามีหน้าที่คล้ายกับไพ่ตายของแกะ
ถึงแม้จะไม่ใช่ “ราชันย์แห่งแกะ” ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะพลังที่ล้นหลามของเขา แต่ชูยะก็เป็นสมาชิกคนเดียวของสภาที่พวกเขาตั้งขึ้น อย่างไรก็ตาม ชูยะเองก็รู้สึกอย่างแรงกล้าว่าตัวเองมีความรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของพวกแกะจากที่ได้รับยกย่องให้เป็นไพ่ตาย
ซึ่งต้องขอบคุณเขา ชื่อเสียงของพวกแกะขยายกว้างขึ้น ถึงขั้นสร้างปัญหาให้กับพอร์ตมาเฟีย

เมื่ออายุสิบห้า พวกแกะต้องทนจากการโจมตีของพอร์ต มาเฟีย ชูยะไล่ล่าพวกมาเฟียทุกคนทีมีหน้าที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในมาเฟียที่เขาไล่ตาม ซึ่งอยู่บนเครื่องบินที่กำลังจะตกบอกว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากจะตอบโต้ อ้างว่าอราฮาบากินั้นทำลายหนึ่งในคลังแสงพอร์ต มาเฟีย ซึ่งนั่นเรียกความสนใจของชูยะได้ดี เขาจึงออกสืบเรื่องนี้ต่อหลังจากกำจัดมาเฟียคนนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ภายหลังชูยะมาถึง Cone Street, โจมตี ดาไซ โอซามุ และ ฮิโรสึ ริวโร เขาสั่งให้ทั้งคู่บอกถึงข้อมูลของอราฮาบากิที่พอร์ต มาเฟียสืบมาได้ เขากับฮิโรสึต้องสู้กัน แต่ต้องขอบคุณพลัง
สูญสิ้นความเป็นคน ของดาไซ ทำให้ชูยะตอบโต้ไม่ได้ จนพอเขาหลุดออกมาได้ การระเบิดจากการต่อสู้นั้นทำให้ทั้งสามคนสลบไป

เมื่อชูยะได้สติเขาถูกล่ามไว้โดยรันโด ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้บริหารที่มีพลังสร้างสร้างช่องว่างแบ่งมิติขึ้นมาได้ และเขาก็ยังได้พบ โมริ โอไก บอสคนใหม่ของพอร์ต มาเฟีย
บอสโมริชวนให้เขาเข้าร่วมกับพอร์ต มาเฟีย สร้างความรำคาญใจให้ชูยะมาก
ซึ่งชูยะเองก็รู้ว่าโมริฆ่าบอสคนเก่า แต่ทว่านั่นก็ไม่ได้หยุดโมริที่วางแผนคิดจะใช้ชูยะในการสืบเรื่องของอราฮาบากิที่พอร์ต มาเฟียกำลังสืบอยู่ และเพื่อให้มั่นใจว่าชูยะจะเข้าร่วมด้วย เขาจับพวกแกะเป็นตัวประกันเอาไว้ เพื่อที่จะทำให้ชูยะไม่ทำลายพอร์ต มาเฟีย เสียก่อน และที่สำคัญที่สุดคือให้ความร่วมมือในแผนครั้งนี้
เขาถึงขั้นทำให้มั่นใจว่าชูยะจะไม่พยศ โดยการให้ชูยังฟังเสียงพวกเขาตื่นตระหนกและกรีดร้องหวาดกลัวของพวกแกะที่ถูกจับเอาไว้

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังทำให้ชูยะและดาไซ ที่ความสัมพันธ์ไม่ได้ดีนักอยู่แล้ว ทำงานด้วยกัน และสั่งห้ามไม่ให้ต่อสู้กัน ขู่เอาชีวิตทั้งคู่ถ้าหากว่าการสืบสวนครั้งนี้ล้มเหลวเพราะร่วมมือกันไม่ได้ ซึ่งทั้งคู่เองก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมจำนน

ระหว่างการสืบสวน พวกเขาเจอกับสมาชิก GSS อีกหนึ่งศัตรูของพอร์ตมาเฟีย ชูยะทำลายพวกนั้นลงได้สำเร็จและสั่งให้ดาไซหยุดยิงไปยังศพคนตาย ไม่ได้ตื่นตระหนกกับท่าทีไร้หัวใจและซาดิสต์ต่อคนตายของดาไซ ภายหลังพวกเขาไปถึงที่พักของรันโด ซึ่งถูกบุกรุกโดยโดยพวก GSS รันโดอธิบายให้ฟังว่าเขาเป็นพยานของอราฮาบากิ

ภายหลัง ที่เกมเซนเตอร์ ชูยะและดาไซพนันกันว่าใครชนะในเกมจะได้รางวัล ถ้าชูยะชนะ
ดาไซจะทำงานชี้ตัวคนร้ายเอง ถ้าดาไซชนะ เขาจะสั่งให้ชูยะฟังคำสั่งของเขาเหมือนกับหมา

สมาชิกของแกะเจอชูยะที่เกมเซนเตอร์ สับสนและโกรธแค้นที่ชูยะไม่อยู่ในช่วงที่สมาชิกตกอยู่ในอันตราย เขาบอกว่าชูยะไม่ควรไว้ใจดาไซ แต่ชูยะยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดจะคลี่คลาย และความเป็นจริงเบื้องหลังอราฮาบากินั้นจะเป็นอันดับหนึ่งเพื่อความเป็นอยู่ของพวกแกะ
พวกแกะกลัวชูยะจะหักหลัง เพราะเหล่าแกะนั่นเสี่ยงมากโดนชักจูงเมื่อไม่มีชูยะคอยหนุนหลัง ดาไซฉวยโอกาศจังหวะนี้บอกว่าแกะว่าชูยะเจอมีจุดมุ่งหมายมากกว่าจะเป็นแค่ไพ่ตายของพวกนั้นแล้ว สมาชิกของแกะโกรธจัดและเดินออกไป

ทั้งคู่กลับไปหารันโดที่ตึกร้าง ชูยะได้ยินบทสนทนาระหว่างรันโดและดาไซ และทะลุเข้าไปในห้องนั้น เข้าใจว่ารันโดเป็นคนร้ายของการปรากฏตัวปริศนาของอราฮาบากิและบอสคนก่อน ชูยะไม่สนใจการอนุมานของดาไซที่บอกข้อผิดพลาดของรันโดที่อ้างว่าเห็นอราฮาบากิ ด้วยตาตนเอง เขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายอราฮาบากิได้ถูกต้องโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปลดปล่อยอราฮาบากิ

เขาเล่าความทรงจำของเขาในส่วนอราฮาบากิ
ทำให้ทั้งสองคนรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของชูยะ ก่อนที่ชูยะจะถามว่ารันโดใช่คนที่ปลดปล่อยเขาออกมาและมอบร่างใหม่ที่เป็นกรอบ ร่างครอบตัวตนแห่งการทำลายล้างหรือเปล่า

แทนคำตอบ รันโดจัดการขังทั้งชูยะและดาไซไว้ในช่องว่างที่เกิดจากพลังของเขา เผยให้เห็นว่าแม้กระทั่งพลังสูญสิ้นความเป็นคนก็ไม่ได้ผล และพลังชูยะเองก็ไร้ประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากไม่สามารถที่จะใช้พลังในพื้นที่ซึ่งไม่เป็นไปตามกฏธรรมชาติได้ รันโดเล่าความทรงจำในอดีตขึ้นมา ชายคนหนึ่งจากยุโรปที่มีชื่อว่า อาเธอร์ ริมโบลด์

แปดปีที่แล้ว ริมโบลด์แทรกซึมไปในฐานการทหาร ตั้งใจจะขโมยอราฮาบากิ แต่ก็อย่างไรก็ตาม ผลคือเขาทำไม่สำเร็จและพลตัวเองถูกล้อมโดยพลทหารเสียแทน และเพื่อที่จะหนี เขาจึงวางแผนที่จะใช้อราฮาบากิที่อยู่ในฐานเป็นการเปิดทาง แต่เมื่อพยายามที่จะครอบครองอราฮาบากิ เขาขโมยได้เพียงอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย ชูยะที่มีหน้าที่เป็นภาชนะของอราฮาบากิจึงรวมเข้ากับตัวตนของอราฮาบากิ และเมื่อสูญเสียการควบคุม อราฮาบากิจึงทำลายล้างจนตรงนั้นกลายเป็น cone street ขึ้นมา

ริมโบลด์ดูดซับอราฮาบากิได้สำเร็จระหว่างการทำลายล้าง แต่พลังอีกส่วนที่มากกว่าของพลังนั้นแยกออกไปเป็นอีกตัวตนหนึ่งนั่นก็คือ ชูยะ ยิ่งไปกว่านั้น ริมโบลด์จำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่ตัวตนของชูยะ หรือความจริงเบื้องหลังการทำลายล้าง ปัจจุบันเขาจึงตั้งใจจะฆ่าชูยะ วางแผนที่จะดึงความทรงจำส่วนนั้นขึ้นมาและเปิดเผยความจริง ซึ่งทั้งหมดนี่เพื่อที่จะได้จดจำวินาทีสุดท้ายที่เขาเคยมีกับเพื่อนและคู่หูของเขา Paul Verlaine

ชูยะเข้าใจเหตุผลของริมโบลด์ แต่ก็ไม่ได้หยุดความคิดท่ี่จะฆ่าริมโบลด์
เขาสร้างคติของตนเองขึ้นมาเรื่องการไม่ถอดถุงมือระหว่างการต่อสู้ สำหรับเขาแล้ว เขาไม่เคยรู้สึกถึงความจำเป็นของการต่อสู้ หรือความอันตราย ความรุนแรงในการต่อสู้เลย
รู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองไม่ใช่มนุษย์ และไม่แม้แต่จะเข้าใจความรู้สึกอันลึกซึ้งของมนุษย์
เขาตระหนกถึงตัวตนของตนเอง และไม่ทำอะไรมากไปกว่าคุมอราฮาบากิให้ได้
โดยที่ไม่ใช่มือต่อสู้ วันหนึ่งเขาคงต้องแพ้ ไม่สามารถที่จะสนุกกับการต่อสู้ที่เร่งรีบหรือรุนแรงได้ และคงป้องกันตนเองไม่ได้ หมายถึงมันทำให้เขาเข้าใกล้ความมีชีวิตและความเป็นมนุษย์ขึ้นมาบ้าง

หลังจากทำร้ายริมโบลด์จนบาดเจ็บสาหัส ชูยะรับฟังคำขอร้องสุดท้ายของอีกฝ่าย-เพื่อตัว
ชูยะเอง เขามั่นใจว่าชูยะนั้นได้ใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์แล้ว ในเมื่อทุกคนนั้นต่างก็มีตัวตนเป็น
กรอบร่างของอดีตที่ดำมืดกว่านั้น

เดือนหนึ่งหลังจากริมโบลด์เสียชีวิต ชูยะไปเยี่ยมหลุมศพเขา เปิดเผยว่าริมโบลด์นั้นตายเพราะความจริงของอราฮาบากิ ส่วนที่เหลือนั้นจมหายไปท่ามกลางความขุ่นมัว

สมาชิกของแกะ ชิราเสะ เจอชูยะ ขอโทษก่อนจะบอกชูยะว่าเจอวิธีที่ดีกว่าที่จะปกป้องพวกเขาแล้ว เขาแทงชูยะ โชว์ให้เห็นว่าพวกแกะทรยศเขา โดยใช้GSS หนุนหลัง และมีดนั้นก็อาบยาพิษ ชูยะหนีได้ในที่สุดโดยตกลงไปในทะเล

บนชายฝั่ง เขาและดาไซเจอกันอีกครั้ง ดาไซที่ตอนนี้ปรากฏตัวแบบมาเฟียเต็มตัวพร้อมกับทีมของเขาได้รับคำสั่งให้ฆ่าพวกแกะและ GSS อย่างไรก็ดี เขาสามารถยกเว้นได้ถ้าชูยะต้องการ ชูยะเลยบอกให้เขาไม่ฆ่าพวกแกะ ซึ่งดาไซตกลง และสั่งให้หน่วยของเขาทำตามแผนที่วางไว้ต่อไป จนถึงตอนนั้น ชูยะเพิ่งตระหนักว่าดาไซจงใจสร้างรอยร้าวระหว่างเขากับพวกแกะมาตลอด ก่อนที่จะหมดสติไป

เวลาผ่านไป ชูยะคุยกับ โอซากิ โคโย ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าของเขาโดยตรง และเขาเองก็เรียกเธอว่า “อาเจ้” โดยไม่สนใจว่าหล่อนจะบอกให้เขาหยุดเรียกอย่างนั้นมากี่ครั้งแล้ว หล่อนบอกเขาว่าชูยะจะต้องเข้าร่วมการประชุมเพื่อที่จะได้เข้าใจแนวทางของพอร์ต มาเฟีย
หล่อนถามว่าเขาได้หมวกที่สวมอยู่มาจากไหน แต่บทสนทนาของทั้งคู่ก็ถูกขัด

ระหว่างที่กำลังเดิน ชูยะและดาไซเจอกันอีกครั้ง ไม่ยินดีและเหยียดยามกัน ดาไซหงุดหงิดที่ชูยะไม่ได้ทำตามที่พนันกันไว้ว่าจะเป็นหมาของเขา ส่วนชูยะรู้ว่าดาไซโกงเกมที่พวกเขาเล่นด้วยกัน

ระหว่างที่กำลังเถียงกันนั่นเอง โคโยถามโมริเรื่องที่อนุญาตให้ทั้งสองคนอยู่ทีมเดียวกัน แต่โมริยืนยันว่ามันจะไม่มีปัญหาอะไร

จากธรรมเนียมที่จะมอบเสื้อผ้าเครื่องสวมใส่หนึ่งชิ้นให้กับสมาชิกใหม่ที่ตนเองพามาเข้าร่วม โมริให้หมวกเก่าของริมโบลด์กับชูยะ และเขามอบเอกสารเก่าของริมโบลด์เกี่ยวกับเหตุการณ์อราฮาบากิให้อีกด้วย เอกสารเปิดเผยว่าจุดประสงค์ที่ทางการทหารรวมอัตลักษณ์หนึ่งกับพลังอีกหนึ่งเข้าด้วยกันเพื่อสังเคราะห์พลังขึ้นมา ซึ่งชูยะเป็นหนึ่งในตัวทดลองที่กลายเป็นภาชนะของอราฮาบากิ ถึงแม้ว่าจะมอบรายงานทั้งหมดให้ชูยะไม่ได้ แต่ก็อธิบายว่าผู้บริหารมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงเอกสารพวกนั้น

โดยเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ชูยะโค้งและมอบทั้งหมดที่เขามีเพื่อปกป้องพอร์ต มาเฟีย และโยโกฮามาที่เขารัก

ความขัดแย้งหัวมังกร

ตอนอายุสิบหก ร่วมกับดาไซในฐานะคู่หู “คู่ทมิฬ” ความขัดแย้งหัวมังกรนั้นมาถึงจุดสูงสุด
ก่อความหายนะให้กับกลุ่มอาชญากรใต้ดินทั้งหมด หลังจากที่ดาไซถูกจับตัวไปโดยศัตรู
ชูยะพุ่งเข้าไปในฐานศัตรูด้วยมอเตอร์ไซค์ของเขา จัดการศัตรูไปนับไม่ถ้วนจนกระทั่งไปถึงดาไซที่ไม่ได้ได้เป็นอันตรายใดๆ พวกยังคงทะเลาะกันจนกระทั่งมีศัตรูมาให้ชูยะจัดการอีก

เมื่อพวกเขาไปถึง ชิบุซาวะ ทาสึฮิโกะ ชูยะโกรธจัดสำหรับการตายที่ไร้ความหมายของลูกน้องของเขา ใช้มลทินแล้วจัดการความขัดแย้งหัวมังกรด้วยตัวเขาเอง
ชูยะไปถึงตำแหน่งผู้บริหารเร็วกว่าที่คิด ทำให้เขาเข้าถึงเอกสารของริมโบลด์ และสามารถพบ วาร์เลลีน ที่ยังคงมีชีวิต จนสามารถค้นพบที่มาของตนเองได้ในที่สุด

bungou stray dogs

ระหว่างที่เจอหน้ากันกับดาไซ ชูยะบอกว่าเขานั้นโดนส่งไปจัดการกับเรื่องวุ่นวายทางตะวันตกอยู่ครึ่งปี


เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย

  • ตอนแรกในหนังสือ พิมพ์ชื่อเขาว่า “Chuoya” ในส่วนของที่ดาไซเกลียด
  • ในเล่มแปล “Soukoku” (ชื่อทีมดาไซและชูยะ) ถูกแปลเป็น ‘Twin Dark’
  • เขาและกับตัวละคนอื่นๆบางส่วนปรากฏในเกมโทรศัพท์ Love Heaven ในฐานะตัวละครลิมิต
  • บทกลอนที่เปิดใช้งานมลทิน มีต้นกำเนิดมาจาก โคลงกลอน “เพลงแกะ” ซึ่งเป็นกวีที่นากาฮาระ ชูยะ แต่งให้ ยาสึฮารา โยชิฮิโระ ซึ่งภายหลัง “เพลงเเกะ” กลายเป็นต้นกำเนิดของกลุ่มเขา “กลุ่มแกะ”
  • ในตอนที่ 31 เขาด่าดาไซว่า “ศัตรูของผู้หญิง” ซึ่งอาจมีที่มาจากนิสัยคั่วหญิงไปทั่วของดาไซ
  • นักพาษย์เสียงของเขาในญี่ปุ่น ทานิยามา คิโชว เป็นนักร้องของวง GRANRODEO ที่ร้องเพลงเปิดให้กับ Bungo Stray Dogs season 1 – TRASH CANDY.GRANRODEO และภายหลังยังร้องเพลเปิดสำหรับ Dead Apple; ชื่อว่า Deadly Drive.
  • ถึงแม้จะชอบแอลกอฮอล์ แต่เขากลับคออ่อน เมาค่อนข้างง่ายทีเดียว
  • เขาสูบบุหรี่นานๆครั้ง มักจะเป็นตอนที่เครียดหรือรำคาญใจ
  • อราฮาบากิที่เคยเป็นตัวตนเก่าของชูยะมาก่อน เป็นเทพโบราณของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยปริศนา ที่มาที่ไปและความเกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์ก็ไม่มีปรากฏชัดเจน ทฤษฎีหนึ่งบอกว่าเป็นเทพที่เป็นเทพองค์รองที่อยู่ในศาลเจ้า

ยาวไปแล้วเฟ้ยยยย ชูยะะะะะ

แปล : NAKAJIMA ATSUSHI bungou stray dog wiki

แปะลิ้งค์ต้นทาง : https://bungostraydogs.fandom.com/wiki/Atsushi_Nakajima


แค่มีชีวิตอยู่ก็ดีถมถืดแล้ว
– นาคาจิมา อัตสึชิ

นาคาจิมา อัตสึชิ เป็นตัวละครหลักของเรื่องประพันธกรจรจัด
และเป็นสมาชิกของสำนักงานนักสืบ


นาคาจิมา อัตสึชิ
AKA : เสือสมิง/จินโกะ(jinko)
: มัจจุราชสีขาว (ในนิยาย BEAT – White Akutakawa, Black Atsushi)
ของชอบ : ข้าวราดน้ำชา, เเมว, กิ้งก่าคาเมเลี่ยน, โยโกฮาม่า
ของไม่ชอบ : ตัวเอง, สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เคยอยู่


รูปลักษณ์ภายนอก

อัตสึชิมีผมสีเทาอ่อน ผิวขาวซีด และความสูงปานกลางกับร่างที่ติดจะบาง เขามีอาการของ  segmental heterochromia (ตาสองสีชนิดที่มีทั้งสองสีอยู่ในตาเดียวกัน) โดยมีนัยน์ตาสีม่วงปนกับสีเหลืองที่อยู่ขอบล่างของรูม่านตา
ผมของเขาตัดสั้นและปัดข้างไปรวมเป็นช่อยาวอยู่ที่่ฝั่งขวาของใบหน้าเขา ซึ่งทรงผมที่แตกต่างทำให้เขาถูกกลั่นแกล้งและต้องทนเจ็บปวดจากคนอื่นในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่อัตสึชิก็ไม่เคยแก้มัน

นอกเหนือไปจากนั้น เขามีปอยผมสีดำที่เด่นขึ้นมาอยู่ (แต่ไม่ปรากฏในอนิเม)

ตอนแรกเขาถูกแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าโทรมๆจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่หลังจากเข้าร่วมกับสำนักงานนักสืบ โยซาโนะ อากิโกะ และคุนิคิดะ โด๊ปโปะ หาเสื้อผ้าให้เขาใส่ โดยเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวติดกระดุมพับแขนเสื้อจนถึงศอก กางเกงสีดำ ถุงมือแบบโชว์นิ้วสีดำ และเอี้ยม/เข็มขัดที่มากับสายลากยาวกวัดไกวไปมาจากหัวเข็มขัด


ลักษณะนิสัย

อัตสึชิมีความมั่นใจในตัวเองต่ำอย่างรุนแรงจากสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตมา และเขาก็มีประเด็นขัดแย้งที่รุนแรงกับการมองเห็นคุณค่าในตนเองเช่นเดียวกัน เพราะอย่างนั้นเขาเลยไม่ชอบคนที่มาตัดสินคนอื่นว่าไร้ค่าเท่าไหร่นัก
เมื่อผู้คนเริ่มล่าเขาจากค่าหัวเจ็ดล้านล้านเยน เขาเริ่มวิตกกังวลและเริ่มคิดว่าตนเองทำให้สำนักงานตกอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่าคุนิคิดะจะบอกให้เขาเรียนรู้ที่จะทำตัวเป็นประโยชน์แทนที่จะกังวลเรื่องสำนักงานถูกโจมตีก็ตาม และจากส่วนหนึ่งที่เขาไม่มีความมั่นใจในตนเอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตราย อัตสึชิจึงมักที่จะห่อตัว และ/หรือ มักจะตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ยากลำบาก หรือไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรเพราะตัวเเข็งด้วยความกลัว
อย่างไรก็ดี แม้จะไม่มั่นใจและโลเลในตัวเอง ความมุ่งมั่นของเขาชัดเจนขึ้นท่ามกลางสถานกาณ์ท่ี่ยากลำบาก เขาจึงกลายเป็นคนที่มั่นคงพึ่งพาได้
อัตสึชิไม่เห็นแก่ตัวและทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องเพื่อน จนถึงจุดที่เขาใช้ร่างกายปิดระเบิดไว้เพื่อปกป้องสมาชิกในสำนักงานนักสืบแม้ว่าจะไม่เคยเจอหน้ากันสักครั้งเพื่อใช้พลังปกป้องทุกคนไว้

เขาขี้กลัว ค่อนข้างที่จะเรียบง่ายและใสซื่ออย่างน่าประหลาดจนเชื่อทุกสิ่งที่เห็น
แต่ก็เป็นคนที่มีความคิดอยู่บ้าง และพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นสมาชิกที่ “ปกติ” ที่สุดของสำนักงานนักสืบ
อัตสึชิมีปฎิกิริยาแบบโอเวอร์ต่อเรื่องหลอกของสมาชิกคนอื่นในสำนักงาน เหตุการณ์แปลกๆ หรือไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ตามมา

แม้ว่าจะยังคงมีปัญหากับเรื่องความมั่นใจในตัวเองอยู่ อัตสึชิค่อยๆเพิ่มความมั่นใจและการยอมรับตนเองหลังจากที่เข้าร่วมกับสำนักงานนักสืบและการเผชิญหน้ากับอาคุตาคาวะ ริวโนะสุเกะในหลายๆครั้ง
เขาแข็งเเกร่งขึ้นจากหลายภารกิจ อย่างความขัดแย้งระหว่าง พอร์ต มาเฟีย, กิลด์และพวกหนู
อัตสึชิมีเป้าหมายสำหรับตัวเขาเองคือพิสูจน์ว่าเขามีค่ามากพอโดยการช่วยเหลือผู้อื่น มาจากคำพูดที่อาจารย์ใหญ่คนเก่าฝังหัวเขาไว้

อัตสึชิเป็นคนมีศีลธรรมสูงมาก มองเห็นได้จากการกระทำระหว่างเขากับเคียวกะ เขาให้ค่ากับชีวิตและพยายามจะช่วยศัตรูของเขาอย่างเช่น เคียวกะ และ ลูซี่ มอนต์โกเเมรี่ ซึ่งทั้งสองคนนั้นก็ขับเคลื่อนโดยการกระทำของอัตสึชิอีกทีหนึ่ง
เขาเกลียดที่จะต้องมีคนตายไปเพราะเหตุการณ์โชคร้าย หรือมีคนใช้พลังในทางที่ผิดโดยการเอาไปทำร้ายคนอื่น ซึ่งปรากฎให้เห็นระหว่างการต่อสู้ของเขาและอาคุตาคาวะ

จากการที่โตมาในสภาพเเวดล้อมที่ไม่ดี เขาเลยมีความหลงไหลในเงินตราอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าความโลภ ในตอนที่เจอกับดาไซและคุนิคิดะครั้งแรก เขาตกลงที่จะเป็นเหยื่อล่อสำหรับเสือกินคนหลังจากที่รู้ว่าจะได้เงินรางวัลขนาดไหน เมื่อเขารู้ว่ารางวัลสำหรับการเดาอาชีพเก่าของดาไซได้ เขาก็เดาไม่หยุด แถมเขายังคงกังวลกับเงินที่ต้องจ่ายเมื่อตอนที่ไปกินข้าวด้วยกันกับเคียวกะครั้งแรกและรู้ว่าตนเองต้องจ่าย(ซึ่งเธอก็กินไปพอสมควรเลย)
แต่เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือใครก็ตามที่ร้องขอโดยเงินไม่ได้มีค่าไปกว่าการช่วยชีวิตคน


ความสามารถ

สัตว์ร้ายใต้แสงจันทร์ (月下獣, Gekka-jū?): อัตสึชิมีความสามารถที่จะแปลงร่างเป็นเสือขาว ในตอนแรกดูเหมือนว่าเขาจะควบคุมการแปลงร่างไม่ได้ น่าจะเป็นผลจากการที่เขาไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นผู้มีพลังพิเศษเหมือนกัน

Beast Beneath the Moonlight Transformation

หลังจากที่กลายเป็นสมาชิกของสำนักงานนักสืบอย่างเต็มตัว และอยู่ภายใต้ ฟ้าลิขิตคนเท่าเทียม เขาจึงสามารถควบคุมการแปลงร่างของตนเองได้มากขึ้น เห็นได้จากการสู้กันรอบที่สองกับอาคุตาคาวะเมื่อเขาหยุดแปลงร่างส่วนแขนเพื่อหนี
นอกจากนี้ยังปรากฏการเเปลงร่างในหลายระดับ ตั้งแต่การแปลงเป็นเสือเต็มตัว ไปจนถึงแค่ส่วนดวงตา หรือแค่มีลายเสือปรากฏบนใบหน้าขึ้นมา และเขาสามารถที่จะเปลี่ยนร่างกายบางส่วนเป็นเสือได้เช่นกัน เช่นเปลี่ยนแขนเป็นขาหน้าเสือพร้อมกับกรงเล็บหรือหางเสือ

และยังคงปรากฏด้วยว่าพลังของอัตสึชินั้นมีความสามารถในการฟื้นฟูที่ดีมาก สามารถที่จะสร้างอวัยวะที่ถูกตัดขาดได้แทบจะทันที

ในหลายๆครั้งพลังของเขาแสดงให้เห็นได้ชัดถึงความเร็วมหาศาล ความทนทาน ความเเข็งแกร่ง ความแข็งแรง และยังคงเห็นได้ชัดด้วยว่าเป็นนักสู้ตามธรรมชาติในการต่อสู้ระยะประชิดจากลูกเล่นในจากต่อสู้หลายๆครั้ง

อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้พลังดูเหมือนอัตสึชิมักจะหมดสติอยู่บนพื้น

บางคนจากใต้ดินได้ตั้งค่าหัวอัตสึชิเจ็ดล้านล้านเยนกับมาเฟีย ซึ่งปรากฏภายหลังว่าเป็น
ฟิตซ์เจอรัลด์ที่อยู่เบื้องหลัง โดยมีสาเหตุมาจากอัตสึชินั้นเป็นตัวชี้ทางไปสู่หนังสือที่ผู้มีพลังทุกคนอยากครอบครอง


พื้นเพ

ไม่มีรายละเอียดสำหรับเบื้องหลังของอัตสึชิไปไกลกว่านั้น นอกเสียจากว่าเขาโตขึ้นมาในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่เขาต้องทุกข์ทนกับการโดนทำร้ายทั้งทางคำพูดและทำร้ายร่างกายจากคนที่เป็นผู้ดูแล พร้อมกับการถูกแยกตัวจากเด็กคนอื่นๆซึ่งเห็นชัดว่ามันส่งผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของอัตสึชิเมื่อเขาโตขึ้น ทำให้เขาสงสัยในคุณค่าและความเป็นประโยชน์ของตัวเขาอยู่เสมอ

อ้างอิงจากอาจารย์ใหญ่ พ่อแม่ของอัตสึชิทิ้งเขาในถังขยะ ซึ่งอาจารย์ใหญ่คนนี้แหละก็มีส่วนในการบิดเบี้ยวการมองเห็นคุณค่าในตนเองของอัตสิชิ ซึ่งการทำร้าย(คาดว่าเกิดขึ้นอย่างรุนแรงเลยด้วยเนื่องจากเสือออกอาละวาดตอนกลางคืน)ทำให้อาจารย์ใหญ่ล่ามอัตสึชิไว้ในกรงกับอาหารเล็กน้อยหรือไม่มีอาหารเลย และยังบังคับฉีดยาไม่ว่านั่นจะเป็นสารอาหารหรือยาระงับประสาทก็ตาม
อาจารย์ใหญ่เข้าใจความเกลียดชังที่อัตสึชิมีให้ และดูเหมือนจะจงใจผลักดันความเกลียดชังนั้นด้วย และร่วมกับการที่ถูกผู้ดูแลทำร้ายทั้งผ่านร่างกายและคำพูดอัตสึชิก็โดนทำร้ายโดยเด็กกำพร้าคนอื่นๆเช่นกัน บ่อยครั้งที่เด็กคนอื่นๆโยนเขาไปใต้รถบัสเมื่อตนเองตนตกเป็นปัญหา จากการที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นระบบให้คะแนน ซึ่งคะแนนจะส่งผลโดยตรงต่อปากท้องพวกเขา

ทันทีที่อายุถึง 18 อัตสึชิถูกไล่ออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเนื่องจากว่าเขากลายร่างเป็นเสือขาวใต้แสงจันทร์และก่อความวุ่นวาย แม้ว่าเขาจะไม่รู้ตัวก็ตามที


เนื้อเรื่อง

เจอกับสำนักงานนักสืบ
หิวโหยและไร้จุดหมาย อัตสึชิเดินทางมาถึงโยโกฮาม่าในอาทิตย์ที่สองหลังจากถูกไล่ออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แม้ว่าจะฝังใจกับคำพูดโหดร้ายของคนที่นั่น แต่เขาก็ปฎิเสธที่จะยอมรับมันแล้วจบชีวิตลง เเม้จะทุลักทุเลไปหน่อย แต่เขาก็ตั้งใจจะขโมยคนอื่นเพื่อที่จะได้รอดชีวิต เขาตั้งใจจะรอปลั้นจนกระทั่งคนถัดไปจะเดินผ่านเขาที่แม่น้ำสึรุมิ แต่คนถัดไปดันเป็นชายหนุ่มที่กำลังจมน้ำ ความตั้งใจของเขาเลยกลายเป็นช่วยผู้ชายคนนั้นแทน

ทันทีทันใด ผู้ชายคนนั้นดูจะไม่พอใจเสียเลยที่ถูกช่วยไว้ อัตสึชิเลยได้แต่มึนงง ชายคนนั้นเลยอธิบายให้ฟังว่ากำลังพยายามที่จะฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำตายอยู่ อย่างไรก็ตาม เขาต้องการให้การฆ่าตัวตายของเขาเป็นไปโดยที่ไม่ถูกรบกวน แต่เมื่ออัตสึชิเข้ามาเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายโดยไม่ตั้งใจของเขาเเล้ว แม้จะถูกช่วยโดยไม่ได้ขอ เขาจึงคิดจะตอบแทน และพอเมื่อได้ยินเสียงท้องร้องของอัตสึชิ และตัวเขาเองก็กำลังหิวอยู่เหมือนกันเพราะไม่ได้กินอะไรมาสองสามวันแล้วเช่นกัน แต่ว่ากระเป๋าเงินถูกแม่น้ำพัดไปซะแล้ว ทันได้นั้นอัตสึชิก็ได้เจอเพื่อนร่วมงานของผู้ชายคนนั้น หลังจากนั้นจึงจบลงที่ชายแปลกหน้าสองคนพาอัตสึชิไปกินข้าวราดน้ำชาตอบแทนที่ช่วยชีวิตคนจะฆ่าตัวตายเอาไว้ และผู้ชายคนนั้นได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการว่า ดาไซ โอซามุ

ระหว่างมื้ออาหาร อัตสึชิได้เรียนรู้ว่าดาไซและคุนิคิดะเป็นนักสืบของสำนักงานนักสืบที่รวมผู้มีพลังพิเศษเข้าไว้ด้วยกัน เขายังคงได้รู้อีกว่างานของทั้งคู่ตอนนี้คือสืบหาเสือสีขาวซึ่งอัตสึชิก็จำได้ถึงเสือที่คอยตามหลอกหลอนเขาอยู่ตั้งแต่ที่ถูกไล่ออกมา พอคุนิคิดะชวนแกมข่มขู่ให้ร่วมด้วย เขาก็เปิดเผยว่าเสือตัวนั้นทำความเสียหายรุนแรงกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาถูกไล่ออกมา และตอนนี้เหมือนว่าเสือจะตามเขามาจนถึงโยโกฮามา

เมื่อใช้เงินรางวัลหลอกล่อ ดาไซดึงอัตสึชิเข้าร่วมแผนในฐานะเหยื่อที่จะใช้ล่อเสือ ซึ่งระหว่างที่กำลังรอเสืออยู่นั้นอัตสึชิที่กำลังรู้สึกปั่นป่วนก็ถึงกับพูดไม่ออกกับท่าทีเฉยชาของดาไซต่อเสือร้ายที่ใกล้เข้ามา จนเมื่อแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในอาคารร้าง อัตสึชิก็กลายร่างเป็นเสือร้ายสีขาว และดาไซก็ใช้พลังของเขาในการลบพลังเสือของอัตสึชิ ทำให้อัตสึชิกลับเป็นร่างปกติ เพียงแต่ยังคงไม่ได้สติ
อัตสึชิรู้สึกตัวอีกครั้งในห้องพัก และถูกโทรหาโดยดาไซ(ที่เป็นคนจัดห้องให้)อ้างว่ากำลังจะตาย อัตสึชิจึงรีบไปดู สิ่งที่เห็นมีเพียงการพยายามฆ่าตัวตายที่ไม่สำเร็จอีกครั้งของดาไซ
หลังจากที่ช่วยดาไซได้สำเร็จ เขาก็กลับไปเจอกับคุนิคิดะที่บอกให้เขารู้ถึงคดีมือวางระเบิดบ้าคลั่งที่กำลังคิดจะระเบิดสำนักงานนักสืบ

ณ สำนักงานนักสืบ มือวางระเบิดเป็นชายหนุ่มที่ดูโกรธเกรี้ยว และกำลังจับพนักงานพาร์ทไทม์คนหนึ่งเป็นตัวประกัน เขาประกาศว่าต้องการจะเจอกับหัวหน้าของสำนักงาน หรือไม่จะกดระเบิดซะ ดาไซและคุนิคิดะเป่ายิ่งฉุบกันว่าใครจะเป็นคนแก้สถานการณ์ สุดท้ายคุนิคิดะที่เป็นคนแพ้ก็ต้องเป็นคนจัดการ อย่างไรก็ตาม ผู้ชายคนนั้นจำหน้าและพลังความสามารถคุนิคิดะได้ เลยบอกให้คุนิคิดะทำตามที่ตนเองบอก หรือไม่จะระเบิดสำนักงานซะ
เมื่อจนมุม ดาไซเลยให้อัตสิึชิเป็นคนออกไปจัดการด้วยตนเองเสียเลย

ทั้งหวาดกลัวและตกใจ อัตสึชิเลยจบลงที่พูดโวยวายเรื่องตัวเอง เขาเข้าใจทั้งตนเองและชายหนุ่มว่าไม่มีที่จะไปอีกแล้ว และกระตุ้นให้อีกฝ่ายพยายามหางานทำหรือจุดมุ่งหมายอื่นแทนที่จะทำร้ายคนอื่นเพียงเพราะความโชคร้ายของตนเอง
อัตสึชิตั้งใจที่จะคลี่คลายสถานการณ์อย่างจริงจัง และคุนิคิดะก็สนับสนุนเขาด้วย กวีร่ายรำ แต่ทว่าไม่ทันได้วางใจ เขาก็ถูกใครบางคนผลักล้มลงใส่ระเบิด ด้วยความตกใจเขาจึงใช้ร่างกายตนเองบังระเบิดไว้เพื่อลดความรุนแรงการระเบิดให้กับทุกคน สร้างความตกใจให้กับดาไซอย่างมาก

แต่ทว่ามันไม่ได้ระเบิด มือวางระเบิดไปยืนข้างกับคุนิคิดะกับดาไซที่บ่นกับความไม่รอบคอบหุนหันพลันแล่นของอัตสึชิ ส่วนตัวประกัน ทานิซากิ นาโอมิ กอดมือวางระเบิด–ผู้เป็นพี่ชาย
สถานการณ์ดูสบายและเป็นมิตร
อัตสึชิที่กำลังมึนงงและสงสัย ดาไซก็เปิดเผยว่านี่เป็นข้อสอบเข้าสำหรับตำแหน่งของอัตสึชิในสำนักงานนักสืบ

แล้วทันใดนั้นหัวหน้าของสำนักงานนักสืบฟุคุซาวะ ยูคิจิ ก็เดินเข้ามายืนยันว่าอัตสึชิผ่านการสอบเข้าแล้ว แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตัดสินใจของดาไซ ในระหว่างนั้นอัตสึชิแอบสังเกตุเห็นแขนเทียมในมือนาโอมิซึ่งเป็นอันเดียวกับที่ผลักเขาลงระเบิดปลอม
ท่ามกลางความงุนงง อัตสึชิเองก็เหนื่อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งก็จัดขึ้นเพื่อดูว่าเขามีคุณสมบัติพอสำหรับสำนักงานนักสืบหรือไม่

สุดท้ายแล้วดาไซชี้ให้เห็นว่าถ้าอัตสึชิปฎิเสธคำชวนของเขาให้เขาทำงานที่สำนักงานนักสืบ เขาคงไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากออกจากหอพักของสำนักงาน ซึ่งหมายถึงไม่มีที่ซุกหัวนอน อัตสึชิจึงตกลงทำงานอย่างไม่มีทางเลือก

เจอกับอาคุตาคาวะ
ภายในคาเฟ่ ชายหนุ่มจากจากสอบเข้าของเขาเอาแต่ขอโทษสำหรับการที่ทำให้ให้อัตสึชิต้องอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดขนาดนั้น ส่วนคุนิคิดะบอกเขาว่าอย่าไปทำลายชื่อเสียงของสำนักงานและให้ทุกคนต่างก็ถือบทบาทของนักสืบเป็นสำคัญ (มองไปที่ดาไซ เขาคิดว่ายังห่างไกลจากจุดนั้นอีกมาก..) แล้วชายหนุ่มคนนั้นก็ได้แนะนำตัวว่าชื่อ ทานิซากิ จุนอิจิโร่ กับน้องสาวที่รักยิ่งของเขา นาโอมิ

พยายามจะทำตัวเป็นส่วนหนึ่ง อัตสึชิเลยถามสมาชิกว่าแต่ละคนเคยทำงานอะไรก่อนที่จะเข้าร่วมกับสำนักงานนักสืบ แต่แทนที่จะตอบตรงๆ ดาไซเสนอให้เล่นเกมโดยเดาเบื้องหลังของแต่ละคนซึ่งอัตสึชิก็เห็นด้วย เขาเดาถูกว่าทานิซากินั้นเป็นนักเรียนมาก่อน นาโอมิก็ด้วย โดยเดาจากเครื่องแบบของเธอ คุนิคิดะไม่เห็นด้วยกับเกม ดาไซเลยเฉลยให้ว่าเขาเคยเป็นคุณครูสอนคณิตศาสตร์มาก่อนซึ่งเป็นอดีตที่คุนิคิดะไม่อยากกล่าวถึง ดาไซเองยังท้าให้อัตสึชิเดาอาชีพเก่าเขาด้วย แต่คุนิคิดะก็บอกว่าไม่เคยมีใครู้เรื่องนั้นมาก่อนเลย จึงถึงขั้นว่ามีเงินรางวัลสำหรับคนที่เดาได้ พอลองคิดถึงจำนวนเงินที่จะได้ อัตสึชิจึงสนใจอย่างมากที่จะลอง แต่ก็ไม่เป็นผล เดาไม่ถูกสักที

ทานิซากิได้รับโทรศัพท์ มีคดีจากหญิงสาวโดยที่เธอมีปัญหาว่ากลุ่มคนอันตรายรวมตัวกันอยู่ใกล้ๆกับที่ทำงาน หลังจากอธิบายรายระเอียด คุนิคิดะจึงแบ่งงานการสอบสวนให้เป็นคดีแรกของอัตสึชิ โดยให้ทานิซากิค่อยช่วย ซึ่งก็ได้นาโอมิพ่วงมาด้วย

ก่อนที่อัตสึชิจะออกจากสำนักงาน คุนิคิดะเตือนเขาเกี่ยวกับอาคุตาคาวะ ริวโนสุเกะ และพอร์ต มาเฟีย โดยคุนิคิดะบอกว่าอาคุตาคาวะมีพลังสังหาร และสำนักงานก็รับมือกับเขาไม่ได้ เพราะฉนั้นจึงให้หลีกเลี่ยงการปะทะ
คุนิคิดะรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนที่จะต่อสู้กับอาคุตาคาวะได้

หลังจากนั้น ผู้หญิงคนนั้นนำอัตสึชิ ทานิซากิ และนาโอมิมายังตรอกที่ปรากฏว่าเป็นตรอกลวง ผู้หญิงคนนั้นเปิดเผยว่าตนเองเป็นพอร์ตมาเฟีย หนึ่งในคนที่ทำงานใกล้ชิดกับอาคุตาคาวะ เธอเปิดยิงใส่พวกเขา นาโอมิได้รับบาดเจ็บหนัก อัตสึชิเห็นอย่างนั้นก็ประคองตนเองไม่อยู่ เพราะสถานการณ์ควบคุมไม่ได้แล้ว

ความกลัวของเขาแย่ลงไปอีกเมื่ออาคุตาคาวะปรากฏตัวขึ้น และโจมตีใส่ทานิซากิที่ไม่ทันได้มอง อาคุตาคาวะชี้แจงว่าเป้าหมายของพอร์ตมาเฟียคือตัวอัตสึชิเป็นๆ เพราะมีมือที่สามตั้งค่าหัวอัตสึชิเอาไว้
ระหว่างที่อัตสึชิกำลังมึนงง อาคุตาคาวะก็แทรกขึ้นโดยบอกว่ามันเป็นความผิดที่เพื่อนเขาต้องนอนตายอยู่บนถนน อัตสึชิเห็นภาพซ้อนทับถึงคำพูดร้ายกาจของอาจารย์ใหญ่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาเคยอยู่ ทั้งคู่ต่างป้ายความโชคร้าย บอกว่าเป็นเพราะเขาถึงเกิดเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้น ประณามที่เขายังคงมีชีวิตอยู่

หลังจากได้เห็นถึงพลัง ราโชมอน อัตสึชิตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น ทานิซากิที่ยังคงได้สติบอกให้เขารีบหนี แต่แทนที่จะวิ่งไป สัญชาติญานของอัตสึชิกลับบอกให้เขาลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นตามมาถ้าเขาหนีไป เขาจึงคว้าปืนของฮิกุจิแล้วพยายามจะยิงใส่อาคุตาคาวะ
ราโชมอนทำลายกระสุนทิ้ง ทำให้มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาชนะอาคุตาคะวะ

ราโชมอนกลืนกินขาขวาของอัตสึชิลงไป ทำให้เขากรีดร้องด้วยความทรมาน การบาดเจ็บทำให้เขาเห็นภาพในอดีตอีกครั้ง เป็นภาพอาจารย์ใหญ่ที่กำลังทำร้ายเขา โดยกำลังทุบตีและดุด่าเขาเพราะเขาร้องไห้ บอกว่าไม่มีเด็กกำพร้าถูกทิ้งคนไหนมีสิทธิ์ที่จะร้องให้ แม้ว่าอัตสึชิจะรู้ว่าเขาถูกทิ้งและเลี้ยงดูมาแบบผิดๆตลอดทั้งชีวิต แต่เขาก็รู้ดีเหมือนกันว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าความเป็นจริงมันจะเป็นอย่างไร

เสือครอบงำเขา. สร้างขาใหม่ให้กับอัตสึชิ สร้างความประทับใจให้กับอาคุตาคาวะ พวกเขาสู้กันอย่างดุเดือด และเมื่ออาคุตาคาวะฆ่าเขาได้ ปรากฏว่าเป็นเพียงภาพลวงตาของทานิซากิโดยอัตสึชิตัวจริงรอซุ่มโจมตีอยู่จากข้างหลังอาคุตาคาวะ อย่างไรก็ดี ดาไซปรากฏตัวขึ้น ลบล้างพลังของทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ร้ายใต้แสงจันทร์และราโชมอน
ส่งผลให้อัตสึชิหมดสติไป


เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย

  • เขาและตัวละครอีกหลายตัวปรากฏตัวในเกมมือถืออย่าง Love HeavenKimito Lead Puzzle 18, and Yumeiro Cast ในฐานะตัวละครลิมิต
  • ทรงผมของเขามาจากการที่มีเด็กคนหนึ่งตั้งใจแกล้งตัดในตอนที่เขายังเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และเขาก็ปล่อยให้มันเป็นทรงอย่างนี้ต่อไป
  • ปอยผมสีดำนั้นถูกตัดออกในอนิเม แต่ว่ายังคงปรากฏในภาพโปรโมทและเกมมือถือ
  • เมื่ออัตสึชิใส่เข็มขัด มันเหมือนจะกลายเป็นหางเสือสำหรับเขา ถ้าหากว่าอัตสึชิรู้สึกผ่อนคลายมันจะตกลง แล้วถ้าเขากลัว เข็มขัดจะตั้งขึ้นมา

คนแปล : กรี๊ดดด ไม่คิดว่าจะแปลเสร็จวันนี้เหมือนกันค่ะ ฮือออออ

แปล : DAZAI OSAMU bungou stray dog wiki

แปะลิงค์ต้นทางค่ะ : https://bungostraydogs.fandom.com/wiki/Osamu_Dazai


ฆ่าตัวตายอย่างสะอาด สดใส และพลานามัยดี

– ดาไซ โอซามุ

ดาไซ โอซามุ เป็นสมาชิกของสำนักงานนักสืบ และเคยเป็นผู้บริหารขององค์กรใต้ดินที่ดำมืดที่สุดของเมืองอย่างพอร์ต มาเฟีย มาก่อน


ดาไซ โอซามุ
AKA : คู่ทมิฬ (ร่วมกับนากาฮาระ ชูยะ)
: ปีศาจอัศจรรย์ของหน่วยกอริลล่า
: ผู้บริหารที่อายุน้อยที่สุดของพอร์ต มาเฟีย
: เมคเคอเรล (บนโทรศัพท์ของชูยะ)
: เครื่องสิ้นเปลืองผ้าพันแผล
ของชอบ : การฆ่าตัวตาย, ปู, สาเก, อายิโนะโมโตะ, ผงชูรส
ขอบที่ไม่ชอบ : หมา, นากาฮาระ ชูยะ


ลักษณะภายนอก

ดาไซเป็นผู้ชายหน้าตาดี เขามีเรือนผมสีน้ำตาลเข้มหยักศกกับดวงตาหรี่แคบสีเดียวกัน
ผมหน้าม้าล้อมกรอบหน้าเขา และมีบางส่วนที่รวมกันอยู่กลางหน้าผาก
ร่างของเขาค่อนไปทางผอมและสูง

เขาแต่งตัวด้วยเสื้อโค้ทยาวสีทรายไม่ผูกสายคาดเอว ส่วนด้านใต้นั้นใส่เสื้อกั๊กสีดำกับเชิ้ตสีขาวลายทางสีฟ้าจางๆ และใส่ bolo tie ทับริบบิ้นสีน้ำตาล กลัดด้วยจี้เทอร์ควอยซ์
นอกจากนี้เขายังใส่กางเกงสีน้ำตาลอ่อนกับรองเท้าสีน้ำตาลเข้ม และมีผ้าพันแผลทั่วตัว
ยกเว้นก็ส่วนหน้า มือและเท้า ที่ไม่ถูกปกปิด
โดยเหตุผลสำหรับผ้าพันแผลพวกนั้นยังคงเป็นปริศนา

ตอนที่เขายังคงอยู่ในพอร์ต มาเฟีย ดาไซใส่เสื้อโค้ทสีดำยาวเลยเข่า และพันผ้าปิดตาขวาของเขาไว้ด้วย ส่วนแขนขวานั้นถูกใส่สลิงพยุงแขนไว้ เดาว่าเป็นผลมาจากงานอดิเรกฆ่าตัวตายของเขา แต่ไม่ว่ายังไง ดูเหมือนเขายังคงสามารถใช้แขนขวาของเขาได้ ซึ่งเป็นแขนข้างเดียวกับที่เล็งปืนใส่อาคุตาคาวะไปสามนัด


ลักษณะนิสัย

ดาไซเป็นผู้ชายลึกลับ จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขามักยากที่จะหยั่งถึงยกเว้นแต่ว่าเขาจะเปิดเผยมันด้วยตัวเอง ซึ่งคนที่รู้จักดาไซมากที่สุด และตัวดาไซเองก็รับรู้คือเพื่อนของเขา
โอดะ ซาคุโนะสุเกะ ซึ่งเคยพูดกับเขาไว้
“หาไม่เจอหรอก (…) นายควรจะรู้ด้วยตัวเองนะ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายที่ฆ่าคนหรือฝ่ายที่ช่วยคน มันจะไม่มีอะไรที่จะเติมเต็มจิตใจนายได้ จะไม่มีที่ไหนคลายความโดดเดี่ยวนายได้ นายจะวนเวียนอยู่ในความมืดนี้ตลอดไป”

ดาไซมักจะถูกเรียกว่าขี้เกียจโดยคุนิคิดะ ที่มักจะด่าเขาที่ไม่ทำงานให้เสร็จและทำตัวเฉื่อยชา แต่นอกจากนั้นเเล้ว ดาไซเองก็แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาอันเฉียบคมของเขา สันนิษฐานคลี่คลายเหตุการณ์ประหลาดที่อัตสึชิคิดว่าตนเองโดนเสือล่าทั้งๆที่ตนเองเป็นเสือที่ว่า
เขามั่นใจในตัวเองเสมอไม่ว่าจะต้องรับมือกับสถานการณ์แบบไหน ไม่ว่าจะต้องต่อสู้หรือตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่ตนเองทำขึ้นมาเอง
ส่วนใหญ่เเล้วดาไซเป็นพวกดราม่าเกินเหตุ เขามองการกระทำส่วนใหญ่ของตนเองเป็นเรื่องตลก แม้ว่าจริงๆแล้วจะเป็นแผนที่ถูกวางมาอย่างดีก็ตาม
ทว่าเขาก็ไม่ได้เอาผลงานจากสิ่งที่เขาทำเลย

นอกเหนือจากเรื่องหัวไวแล้ว ดาไซเองก็เป็นตัวตลกในเรื่อง และปรากฏด้านอ่อนโยนให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว

ดาไซบ้าคลั่งการฆ่าตัวตาย เขาพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งด้วยท่าทางติดตลกแต่ก็ไม่เป็นผลในหลายๆครั้งนั้น โดยเขาเคยเฉพาะเจาะจงว่าอยากฆ่าตัวตายคู่กับสาวสวย (บิดเบือนมาจากที่ในชีวิตจริงนั้นเขาพยายามฆ่าตัวตายกับผู้หญิงหลายคนมาแล้วหลายครั้ง)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะดูผิวเผินเหมือนการพยายามฆ่าตัวตายของเขาจะเป็นเรื่องตลก มันกลับแสดงให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ที่ดาไซเชื่อว่าไม่สามารถเติมเต็มได้
เขาเคยเชื่อว่าเขาจะเติมเต็มช่วงว่างนี้ได้ และหาเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ได้ถ้าหากว่าเขาอยู่ท่ามกลางกองเลือดและสงคราม
แต่โอดะเพื่อนของเขาได้โน้มน้าวของเขาในลมหายใจสุดท้ายของชีวิตให้เดินทางที่ดี โดยเชื่อว่าถ้าหากว่าความดีและความเลวไม่มีความหมายอะไรมากนักสำหรับดาไซแล้วล่ะก็ ถ้าอย่างนั้นดาไซอาจเป็นคนที่ดีขึ้นมาสักนิดก็ได้หากไปเดินทางที่ดี

ในอดีตที่เขาเองก็พยายามจะฆ่าตัวตายเหมือนกันไม่ได้ปรากฏเป็นลักษณะติดตลกเหมือนปัจจุบัน เขาแม้กระทั่งนิยามความตายว่าเป็นการหลุดพ้นออกจากโลกที่ยังมีอากาศหายใจ
ซึ่งน่าประหลาดว่าไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่เขาก็ไม่ตายซักที
นอกจากนั้นแล้วเขาเป็นคนมีระเบียบแบบแผนและโหดร้ายสิ้นดี อย่างการสร้างกับดักขึ้นมาจับเป็นเพื่อจะได้มาทรมานรีดข้อมูล และยังทำร้ายอาคุตาคาวะบ่อยครั้งสำหรับการไม่ทำตามคำสั่งและเพื่อผลักดันให้อาคุตาคาวะไปถึงขีดสุดจะได้ใช้พลังได้มากขึ้น
ดาไซเป็นคนมั่นในใจตัวเองและเป็นนักวางแผนที่มีฝีมืออย่างน่ากลัว เขาวางแผนการล่วงหน้าเพื่อที่จะได้เอาชนะศัตรู
โอดะยังเคยกล่าวไว้ว่ามีคำพูดในพอร์ตมาเฟียบอกว่า “โชคร้ายที่สุดสำหรับศัตรูของดาไซคือมีดาไซเป็นศัตรู”

ถึงแม้ในปัจจุบันเขาจะดูอ่อนโยนและตลกกว่า แต่ก็ยังคงปรากฏด้านมืดให้เห็นอยู่บ้าง เขายังคงวางแผนล่วงหน้าโดยที่ไม่ได้บอกเพื่อนรวมทีมจนกระทั่งถึงเวลาที่เหมาะสม นอกจากนั้นยังไม่ถือสาที่จะใช้วิธีสกปรกเพื่อที่จะได้เข้าใกล้เป้าหมายอีกด้วย อย่างเช่น การพังถุงลมนิรภัยในรถของอังโกะอย่างจงใจ เพื่อที่อังโกะจะได้บาดเจ็บหนักตอนที่รถชน ทำให้อังโกะให้ความร่วมมือในการขอโทษเคียวกะแลกกับการที่ถูกช่วยไว้
เมื่อเคียวกะแสดงท่าทีรู้สึกผิดที่เคยฆ่าไป 35 คน ดาไซก็ตอบกลับด้วยสีหน้าเป็นลางร้ายว่านั่นไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก
แต่อย่างไรก็ดี ดาไซเองก็มีความห่วงใยเพื่อนร่วมทีมและปกป้องพวกเขา โดยเฉพาะอัตสึชิที่ดูจะมีศักยภาพมากที่สุด


ความสามารถ

人間失格, Ningen Shikkaku, สูญสิ้นความเป็นคน เป็นความสามารถที่ลบล้างพลังของคนอื่นผ่านการสัมผัส ผ่านผิวหนังและไม่มีข้อยกเว้น ยกตัวอย่างเช่น เขาสามารถลบล้างพลังที่เข้ามาสัมผัสโดนตัวเขาทั้งๆที่ยังคงโดนล่ามโซ่อยู่ได้


พื้นเพ

ดาไซ และชูยะ
โมริ โอไกเจอ ดาไซ โอซามุตอนที่เขายังอายุเพียง 14 ปี เท่านั้น โดยเป็นคนไข้จากการพยายามฆ่าตัวตาย และในคืนเดียวกันนั้นเอง โมริสังหารบอสคนก่อนของ พอร์ต มาเฟีย ที่ตอนนั้นก็ดูไร้ชีวิตอยู่แล้ว โดยมีเพียงดาไซหนุ่มยืนมองเป็นพยานเพียงคนเดียว แล้วจากนั้นเขาจึงบอกเรื่องราวสำหรับปกปิดเรื่องนี้ให้ดาไซ ว่าบอสคนเก่านั้นตายไปเพราะป่วยหนัก โดยความหวังสุดท้ายคือให้โมริการุณยฆาต

ดาไซค่อยๆใกล้ชิดกับโมริที่พาเขาไปรักษาคนไข้ด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ดาไซตอนนั้นจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต มาเฟีย โมริก็ตั้งใจจะเลี้ยงเขาเป็นมือขวาของตนเองอยู่แล้ว โดยในช่วงนั้นดาไซยังคงพยายามฆ่าตัวตายอยู่เรื่อยๆ จนทำให้โมริรู้สึกผิดหวังในตัวเขาอยู่บ้าง
จากเดิมที่โมริเชื่อว่าพวกเขา “ลงเรือลำเดียวกัน” โมริก็ได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าเด็กคนนั้นดำมืดและฉลาดกว่าที่เขาคาดไว้มาก

เขาและชูยะเป็นคู่หูกันในตอนที่ยังอยู่พอร์ต มาเฟีย และทำลายล้างองค์กรค์ของศัตรูได้ภายในคืนเดียว จนได้รับขนานนามว่าเป็น “ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของโลกอาชญากรใต้ดิน” และได้รับฉายา คู่หูทมิฬ (双黒, Sōkoku).

ดาไซและยุคมืด
ในเหตุการณ์ Dark Era ดาไซเป็นหนึ่งในห้าของผู้บริหารพอร์ต มาเฟีย โดยเป็นคนอายุน้อยที่สุดที่เคยมีมา (คิดว่าน่าจะเป็นผู้บริหารตั้งแต่ก่อนอายุ 16) และเขายังเป็นตำนานที่มีชีวิตของพอร์ตมาเฟียเช่นกัน มีคำพูดให้ได้ยินไปทั่วมาเฟียว่า “โชคร้ายที่สุดของศัตรูของดาไซคือมีดาไซเป็นศัตรู” โดยในปีที่เขาเป็นผู้บริหารนั้น คนกว่าครึ่งของพอร์ตมาเฟียนั้นทำงานให้เขาเพียงคนเดียว โมริ โอไก ยังเคยกล่าวไว้ว่า “ลองดูซักอีกสี่หรือห้าปีสิ ฉันจะไม่แปลกใจเลยถ้าดาไซจะฆ่าฉันละชิงตำแหน่งขึ้นมาแทน”
นอกจากนี้เขามีความสามารถในการรีดข้อมูลด้วย อย่างที่อ้างกับโควโยวไว้ว่า “ยังไม่เคยมีใครเก็บข้อมูลได้จากการสอบสวนของฉันซักคนเลยนะ”
และเขาเป็นคนฝึกให้อาคุตาคะวะใช้พลังอีกด้วย และเป็นคนเสนอความคิดที่ให้อาคุตาคาวะใช้พลังตัดผ่านอากาศเป็นเกราะป้องกันตัวเอง

จุดพลิกผันที่ทำให้ดาไซออกจากพอร์ต มาเฟีย คือเพื่อนเก่าของเขา โอดะ ซาคุโนะสุเกะ ซึ่งเป็นมาเฟียตำแหน่งล่างๆ ที่ถูกฆ่าในความขัดเเย้งระหว่างพอร์ต มาเฟีย และมิมิค ซึ่งถูกควบคุมโดยโมริ โอไก ที่หวังจะได้ใบอนุญาติสำหรับประกอบการของผู้มีพลังพิเศษ สำหรับดำเนินการพอร์ต มาเฟีย ในฐานะองค์กร
จากที่โอไกตั้งใจจะปั่นหัว โอดะ ซาคุโนะสุเกะไปสู่การพลีชีพในการต่อสู้กับหัวหน้าของศัตรู ดาไซรับฟังคำสุดท้ายของโอดะอย่างจริงจัง “ฉันรู้ว่ามันไม่ต่างกันสำหรับนาย แต่ได้โปรดเป็นคนดีเถอะ ช่วยเหลือคนอ่อนเเอ ปกป้องเด็กกำพร้า ฉันรู้ว่านายไม่สนใจเรื่องความดีหรือเลว แต่การพยายามที่จะเป็นคนดีน่ะเป็นเรื่องดีนะ” ดาไซจึงตัดสินใจออกจากพอร์ตมาเฟีย ตอนนั้นเขาอายุ 18 ปี

เหตุการ์ณในตอนนั้นถูกกล่าวถึงโดยอาคุตาคาวะว่าตอนนั้นดาไซทิ้งภารกิจและหายไปจากพอร์ตมาเฟีย หลังจากนั้นดาไซสืบหา ทานิดะ ซันโทกะ ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้บังคับบัญชากระทรวงผู้มีพลังวิเศษของญี่ปุ่นและร้องของานที่เขาจะสามารถช่วยผู้คนได้ ทานิดะตอนแรกคิดว่าดาไซจะต้องการตำแหน่งในกระทรวงจึงลังเล แต่ดาไซก็บอกว่าเขาไม่เหมาะกับที่ที่มีกฏมากมายเท่าไหร่นัก ทานิดะจึงเสนอสำนักงานนักสืบให้กับดาไซ โดยมีข้อแม้ว่าคงต้องการเวลาอย่างน้อยสักสองปีในการล้างประวัติดาไซ ภายหลังเพื่อนของเขา ซาคากุจิ อังโกะ มีส่วนช่วยเหลือเขาในเรื่องนี้
โดนไม่มีปรากฏว่าภายในสองปีนั้นเขาทำอะไร แต่ดาไซ(ที่ยังคงไม่รู้ว่าพูดจริงหรือโกหก) เคยบอกว่า ก่อนที่เขาจะเข้าทำงานกับสำนักงานนักสืบนั้น เขาไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่มีแรงจูงใจ และมักจะเมาอยู่ที่บาร์ประจำ

ดาไซกับการสอบเข้า
ตอนที่อายุ 20 เขาเข้าร่วมกับสำนักงานนักสืบภายใต้การแนะนำของหัวหน้าทะนิดะของกระทรวงผู้มีพลังพิเศษ และในฐานะสมาชิกใหม่ ฟุคุซาวะ ยูคิจิไว้วางใจให้ คุนิคิดะ ดอปโป เป็นคนจัดการเรื่องการสอบเข้าของเขา หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ได้รับมอบหมายงานในคดีคนหายต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวในโยโกฮามะ ซึ่งคุนิคิดะตัดสินใจให้เป็นข้อสอบเข้าของดาไซ


พล็อต

ดาไซปรากฏตัวครั้งแรกโดยการลอยมาตามน้ำ พยายามที่จะฆ่าตัวตายจนกระทั่งเขาถูกเจอโดยนาคาจิม่า อัตสึชิที่กำลังหิวโหยโดยบังเอิญ หลังจากนั้น เขาและเพื่อนร่วมงานของเขา
คุนิคิดะ เลี้ยงข้าวอัตสึชิที่รับฟังว่าเกิดอะไรขึ้นเขาถึงลอยมาตามน้ำแถมยังหิวโหยอีกด้วย แล้วเขาจึงแนะนำตัวเองและคุนิคิดะว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานนักสืบ และพวกเขาต้องการที่จะไล่ล่าเจ้าเสือที่ดูเหมือนจะตามอัตสึชิ แถมยังก่อเหตุร้ายในทุกที่ที่ไป

ตอนกลางคืนระหว่างที่ดาไซและอัตสึชิกำลังรอเสือให้ปรากฏตัวอยู่นั้น เขาตระหนักดีว่าหลักฐานทั้งหมดนั้นชี้ไปยังอัตสึชิ ซึ่งคงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกเสียจากว่าตัวจริงของเสือนั้นจะเป็นอัตสึชิเอง และเมื่ออัตสึชิสูญเสียการควบคุมจนกลายร่างเป็นเสือเต็มตัว เขาก็ปราบลงได้ง่ายๆโดยใช้พลัง สูญสิ้นความเป็นคน ของตัวเขา และทำให้อัตสึชิหมดสติลง ดาไซจึงพาอัตสึชิกลับไปยังหอพักของสำนักงานนักสืบ และวันต่อมาก็โทรของความช่วยเหลือเนื่องจากติดอยู่ในถังน้ำมันพยายามจะฆ่าตัวตาย แล้วเขาก็ถือโอกาสได้ให้ที่อยู่ของสำนักงานนักสืบกับอัตสึชิไปด้วยเลย


บทพูด

  • (กับโอดะซาคุ) “หลายอย่างบนโลกนี้น่ะ ทำให้สำเร็จมันยากกว่าทำให้ล้มเหลวใช่ไหมล่ะ? (…) เพราะงั้นหมายความว่าฉันไม่ควรจะตั้งการฆ่าตัวตายเป็นเป้าหมาย แต่เป็น การพยายามฆ่าตัวตายต่างหากล่ะ! มันอาจยากกว่าที่จะฆ่าตัวตายให้สำเร็จ แต่ถ้าพยายามฆ่าตัวตายให้ไม่สำเร็จก็คงง่ายกว่าใช่ไหมล่ะ!”
  • (เมื่อโอดะถามว่าเขาได้แผลเพิ่มมาได้ยังไง) “ระหว่างที่กำลังอ่านหนังสือชื่อ ‘วิธีการป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ‘ แล้วฉันก็ดันเดินเผลอตกคูน้ำน่ะ (…) ฉันตกหน้าผาตอนที่กำลังขับรถขึ้นเขาน่ะ (…) ฉันกำลังลองวิธีฆ่าตัวตายแบบใหม่ โดยการเอาหัวโขกกับมุมเต้าหู้น่ะ”
  • “ยิ่งขัดแย้งกันเพราะฉันงั้นเหรอ.. ดีจัง”
  • “นายมันโง่ โอดะซาคุ นายมันโง่มาก! (…) ไปร่วมกับคนพวกนี้เพื่อพลีชีพเนี่ยนะ นายมันโง่!
  • (หลังจากที่กินเห็นที่ทำให้เกิดภาพหลอนเข้าไป) “โฮ่โฮ่โฮ่โฮ่โฮ่, อย่างที่คิดเลย ‘คู่มือการฆ่าตัวตายอย่างสมบูรณ์’เป็นผลงานชั้นยอด! แค่กินเห็ดที่โตในหุบเขาข้างหลังนี่ฉันก็สามารถที่จะเดินบนเส้นทางแห่งความสุขและความยินดีสู่การฆ่าตัวตายได้แล้ว! (…) นี่ๆคุนิคิดะคุง มาสู่ยมโลกด้วยกันซี่~! ดูสิ! มีเหล้าให้ดื่มฟรีเท่าที่อยาก อาหารก็มีไม่อั้น จะส่งสาวสวยยังไงก็ได้ตามที่ต้องการเลยนาา! (…) โห! ดูสิคุนิคิดะคุง มีดอกไม้ทะเลอันใหญ่อยู่นอกหน้าต่างล่ะ! กล้วย! มันกำลังกินกล้วยล่ะ! มันกำลังเอาที่เป่าของเล่นสีขาวรอบๆเราไป! (…) ฉันรู้แล้ว! ฉันจะแก้ผ้า! ยอดคนดูต้องพุ่งแน่ๆถ้าฉันแก้ผ้า! มันทำใจยากหน่อยแต่มาแก้ผ้ากันเถอะ แล้วค่อยเปลี่ยนไปใส่ชุดรัดรูปกัน! ทุกคนใส่ชุดรัดรูป ไปธนาคาร แล้วก็เต้นโคแซค! (…) เสียงนั้น.. อื้อ เขา–เขาอยู่ในหัวฉัน!..คุณปู่ตัวจิ๋ว! และเขากำลังกระซิบให้ฉันไปเกียวโต มันมีเต้าหูของเเท้ที่รสชาติประหลาดๆที่ฉันห้ามพลาด—-“
  • “… หรือว่าจะกลัวงั้นเหรอ โมริซัง? ว่าวันหนึ่งฉันจะเฉือนคอคุณแล้วก็ยึดตำแหน่งบอสขึ้นมาแทน แบบเดียวกันกับที่คุณเคยทำบอสคนเก่าแบบนั้นน่ะ”
  • “ผู้คนกลัวความตาย แต่ทว่า ในเวลาเดียวกัน ผู้คนเองก็ถูกดึงดูดด้วยความตายเช่นเดียวกัน ความตายนั้นถูกกล่าวถึงอย่างไม่สิ้นสุดในวรรณกรรม มันเป็นเป็นเหตุการณ์เดียวในชีวิตที่ไม่สามารถจะย้อนกลับได้ ฉันถึงต้องการมันยังไงล่ะ
  • “อะไรก็ตามที่ฉันไม่อยากสูญเสียฉันจะสูญเสียมัน อย่างกับว่าอะไรก็ตามที่มีค่าพอให้ไขว่คว้าจะหายไปในทันทีที่ได้ครอบครอง มันไม่มีอะไรมีค่ามากพอที่จะต่อชีวิตอันทุกข์ทรมาณนี้เพื่อไล่ตามหรอก

เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย

  • อดีตของดาไซและฟีโอดอร์เหมือนว่าจะอิงมาจาก อาชญกรรมและการลงทัณฑ์ ของโอบะ ที่ได้แรงบันดาลใจมากจาก สูญสิ้นความเป็นคน
  • เขาและตัวละครบางส่วนปรากฎตัวในเกม  Love Heaven ในฐานะตัวละครลิมิต
  • เขาและตัวละครบางส่วนปรากฏตัวในเกม Kimito Lead Puzzle 18 ในฐานะตัวละครลิมิต
  • เขาและตัวละครบางส่วนปรากฏตัวในเกม  Yumeiro Cast ในฐานะตัวละครลิมิต
  • การพยายามที่จะฆ่าตัวตายของเขากับผู้หญิงสวยน่าจะมีส่วนมาจากในชีวิตจริงที่เขาพยายามจะฆ่าตัวตายร่วมกับ ทานาเบะ ชิเมโกะ และ โอยามะ ฮึสึโยะ ก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตายกับคนรักของเขา ยามาซากิ โทมิเอะ ได้สำเร็จ
    • เป็นไปได้ว่าการพยายามฆ่าตัวตายอาจอ้างอิงมาจาก สูญสิ้นความเป็นคน ที่
      ยาโซะ โอบะ พยายามจะฆ่าตัวตายหลายครั้งในเรื่อง สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่อลหม่านของดาไซ โอซามุ
  • เขาเคยเป็นผู้บริหารที่อายุน้อยที่สุดของพอร์ตมาเฟีย
  • ในชีวิตจริง เขามักจะรวมกลุ่มกับ ซาคาคุจิ อังโกะ และ โอดะ ซาคุโนะสุเกะ ในฐานะกลุ่ม บุไรฮะ หรือโรงเรียนความเสื่อมโทรม
    • ซึ่งในซีรี่ย์จะมีพากพึงถึง เห็นได้จากการที่ทั้งสามมักจะไปเจอกันที่บาร์ อย่างใน  Dazai and the Dark Era และภาพบนปฎิทิน
  • ดาไซมักจะพูดด้วยคำที่เป็นกลางไม่บอกเพศอย่าง watashi มากกว่าที่จะใช้คำผู้ชายอย่าง boku หรือ ore ซึ่งดูเหมือนจะมาจากรูปแบบนิยายที่ ดาไซ โอซามุ ตัวจริงถนัด ซึ่งเขามักจะใช้ watashi บ่อยกว่าคำอื่นๆ
  • ดาไซขับรถห่วยมาก อย่างที่เห็นในนิยาย “Dazai Osamu’s Entrance Exam”.
  • สเปคของเขาคือผู้หญิงคนไหนก็ได้ที่จะฆ่าตัวตายร่วมกับเขา

ผู้แปล : ยาวมากค่ะ… เหนื่อย… ยังเหลือพวก พล็อต บทพูด กับพวกเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่ขอเลื่อนไว้ก่อนเพราะมีแผนจะวิเคราะห์นิสัยดาไซ และแปลวิกิคนอื่นอยู่อีกค่ะ

อัพเดท ในที่สุดก็แปลเสร็จล่ะ!!!